สรุปแถลงข่าวประจำสัปดาห์ โดยอธิบดีกรมสารนิเทศและโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ วันที่ ๓๐ พฤษภาคม ๒๕๖๗ เวลา ๑๔.๐๐ น.
สรุปแถลงข่าวประจำสัปดาห์ โดยอธิบดีกรมสารนิเทศและโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ วันที่ ๓๐ พฤษภาคม ๒๕๖๗ เวลา ๑๔.๐๐ น.
วันที่นำเข้าข้อมูล 30 พ.ค. 2567
วันที่ปรับปรุงข้อมูล 30 พ.ค. 2567
สรุปแถลงข่าวประจำสัปดาห์
โดยอธิบดีกรมสารนิเทศและโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ
วันที่ ๓๐ พฤษภาคม ๒๕๖๗ เวลา ๑๔.๐๐ น.
ณ ห้องแถลงข่าว และทาง Facebook live กระทรวงการต่างประเทศ
๑. ภารกิจด้านการต่างประเทศของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ
๑.๑ การเยือนลาวอย่างเป็นทางการ
- ในวันนี้ (วันที่ ๓๐ พฤษภาคม ๒๕๖๗) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศได้เดินทางเยือน สปป. ลาวอย่างเป็นทางการ ตามคำเชิญของนายสะเหลิมไซ กมมะสิด รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศ สปป. ลาว ซึ่งเป็นการเยือนต่างประเทศอย่างเป็นทางการครั้งแรกของรัฐมนตรีฯ
- การเยือนครั้งนี้มีกำหนดการสำคัญ ได้แก่ การเข้าเยี่ยมคารวะนายกรัฐมนตรี สปป. ลาว และการหารือกับรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศ สปป. ลาว เพื่อติดตามผลการเยือน สปป. ลาว อย่างเป็นทางการของนายกรัฐมนตรี เมื่อเดือนตุลาคม ๒๕๖๖ โดยเฉพาะความร่วมมือด้านการค้าและการขนส่งข้ามแดน การเชื่อมโยงโครงสร้างพื้นฐาน ความร่วมมือด้านการท่องเที่ยว และการแก้ไขปัญหาหมอกควันข้ามแดน รวมทั้งจะแลกเปลี่ยนมุมมองต่อสถานการณ์ทั้งในระดับอนุภูมิภาค ภูมิภาค และระหว่างประเทศที่สนใจร่วมกัน
- นอกจากนี้ รัฐมนตรีฯ มีโอกาสได้พบปะกับกลุ่มนักธุรกิจไทยใน สปป. ลาว เพื่อรับฟังการดำเนินธุรกิจและความท้าทายต่าง ๆ ด้วย
๑.๒ การเข้าร่วมการประชุม IPEF Clean Economy Investor Forum ที่สิงคโปร์
- รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศมีกำหนดจะเดินทางไปเข้าร่วมการประชุมรัฐมนตรีกรอบความร่วมมือทางเศรษฐกิจอินโด-แปซิฟิก (Indo-Pacific Economic Framework: IPEF) และการประชุม IPEF Clean Economy Investor Forum ระหว่างวันที่ ๕ - ๖ มิถุนายน ๒๕๖๗ ที่สิงคโปร์ ตามคำเชิญของนาย Gan Kim Yong รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีการค้าและอุตสาหกรรมสิงคโปร์
- การประชุมรัฐมนตรี IPEF มีวัตถุประสงค์เพื่อหารือการขับเคลื่อนความร่วมมือภายใต้เสาความร่วมมือต่าง ๆ โดยเฉพาะด้านห่วงโซ่อุปทาน เศรษฐกิจที่สะอาดและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และเศรษฐกิจที่เป็นธรรม รวมทั้งหารือเกี่ยวกับพัฒนาการโครงการความร่วมมืออื่น ๆ โดยเฉพาะความร่วมมือที่เป็นประโยชน์ต่อการส่งเสริมการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดและการพัฒนาอย่างยั่งยืน ตลอดจนการส่งเสริมความโปร่งใสและการต่อต้านการทุจริต เพื่อเสริมสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการค้าและการลงทุนมาตรฐานสูง
- การประชุม Clean Economy Investor Forum มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมการระดมทุนในการสนับสนุนโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่ยั่งยืน รวมถึงธุรกิจเทคโนโลยีและนวัตกรรมที่เกี่ยวข้องกับสภาพภูมิอากาศ (climate tech) ซึ่งรัฐมนตรีฯ จะเข้าร่วมการเสวนากับรัฐมนตรีประเทศหุ้นส่วน IPEF และภาคเอกชน เพื่อนำเสนอวิสัยทัศน์ของไทยต่อการส่งเสริมการพัฒนา climate tech และการส่งเสริมการลงทุนโดยเฉพาะในสาขาที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและเป็นประโยชน์ต่อสภาพภูมิอากาศ
- นอกจากนี้ จะมีกิจกรรมการจับคู่ทางธุรกิจเพื่อเปิดโอกาสให้นักลงทุนได้พบกับผู้จัดทำข้อเสนอโครงการด้าน sustainable infrastructure และ climate tech จากประเทศหุ้นส่วน IPEF โดยในส่วนของไทย จะมีคณะผู้แทนภาครัฐ ภาคเอกชน รวมถึงผู้แทนบริษัทด้าน climate tech และสตาร์ทอัพเข้าร่วมด้วย
- การเข้าร่วมการประชุมในครั้งนี้ของรัฐมนตรีฯ จะเป็นโอกาสในการแสดงวิสัยทัศน์ของไทยในด้านเศรษฐกิจเพื่อการพัฒนาแห่งอนาคตในสาขาเป้าหมายที่รัฐบาลให้ความสำคัญ และการเสริมสร้างความร่วมมือกับประเทศหุ้นส่วน IPEF ตามนโยบายของรัฐบาลในการขับเคลื่อนการทูตเศรษฐกิจเชิงรุก เพื่อสนับสนุนการขยายโอกาสทางเศรษฐกิจ และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของไทย
- IPEF เป็นกรอบความร่วมมือทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาคที่จัดตั้งขึ้นเมื่อเดือนพฤษภาคม ๒๕๖๕ ประกอบด้วยประเทศหุ้นส่วน IPEF ๑๔ ประเทศ ได้แก่ ออสเตรเลีย บรูไน ฟีจี อินเดีย อินโดนีเซีย ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ มาเลเซีย นิวซีแลนด์ ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ ไทย สหรัฐฯ และเวียดนาม เพื่อการส่งเสริมโอกาสทางการค้าการลงทุนและนำไปสู่การเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจในภูมิภาคอย่างครอบคลุมและยั่งยืน
๑.๓ การประชุม ASEAN-GCC ที่กรุงริยาด
- เมื่อวันที่ ๒๗ - ๒๙ พฤษภาคม ๒๕๖๗ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศแต่งตั้งให้ นายรัศม์ ชาลีจันทร์ เป็นผู้แทนพิเศษ (Special Envoy) เพื่อเข้าร่วมการประชุม ASEAN-GCC ที่กรุงริยาด ซาอุดิอาระเบีย โดยผู้แทนพิเศษฯ ได้เข้าร่วมการอภิปรายในช่วงการหารือระดับรัฐมนตรีและหารือทวิภาคีกับรัฐมนตรีกระทรวงการลงทุนซาอุดีฯ
- ในการประชุมดังกล่าว ผู้แทนพิเศษฯ ได้ย้ำความเป็นหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจของไทย-ซาอุดีฯ และอาเซียน-GCC ที่เข้มแข็ง มั่นคง และยั่งยืน
๒. มาตรการและแนวทางการตรวจลงตราเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวและกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศไทย
- ปัจจุบัน รัฐบาลมีนโยบายส่งเสริมการท่องเที่ยว การค้า การลงทุน และความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ผ่านการดึงดูดคนต่างชาติที่มีศักยภาพเข้ามาสนับสนุนการขยายตัวทางเศรษฐกิจ ยกระดับความเชื่อมโยงระดับประชาชน และเพื่อให้ประเทศไทยเป็นหนึ่งในจุดหมายปลายทางของผู้คนที่มีความเป็นเลิศด้านต่าง ๆ
- ในการนี้ นายกรัฐมนตรีมอบหมายให้กระทรวงฯ โดยกรมการกงสุล เสนอแนวทางการปรับปรุงมาตรการตรวจลงตราของประเทศไทย และต่อมา ได้เห็นชอบในหลักการถึงแนวทางการปรับปรุงมาตรการตรวจลงตรา
- เมื่อปลายเดือนมกราคม ๒๕๖๗ กรมการกงสุลได้จัดประชุมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ๑๕ หน่วยงาน และเมื่อวันที่ ๒๘ พฤษภาคม ๒๕๖๗ ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีได้มีมติเห็นชอบในหลักการมาตรการและแนวทางอำนวยความสะดวกการตรวจลงตราเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวของประเทศไทย ๓ ระยะ ตามที่เสนอ
- มาตรการระยะสั้น ๕ มาตรการ ได้แก่
- กำหนดรายชื่อประเทศ/ดินแดนที่ได้รับสิทธิเดินทางเข้าประเทศไทย โดยยกเว้นการตรวจลงตรา เพื่อการท่องเที่ยว ติดต่อธุรกิจ และทำงานระยะสั้น จำนวน ๙๓ ประเทศ/ดินแดน เป็นเวลา ๖๐ วัน (ผ.๖๐)
- เพิ่มรายชื่อประเทศ/ดินแดนที่ได้สิทธิ Visa On Arrival (VOA) จาก ๑๙ เป็น ๓๑ ประเทศ/ดินแดน
- การตรวจลงตราประเภทใหม่ Destination Thailand Visa (DTV) ให้พำนักเพื่อการท่องเที่ยวระยะยาว ทำงานทางไกล เรียนวัฒนธรรม ได้ครั้งละไม่เกิน ๑๘๐ วัน ภายใน ๕ ปี แบบ multiple-entry
- อำนวยความสะดวกนักศึกษาต่างชาติที่กำลังศึกษา (Non-ED Plus)
- แต่งตั้งคณะกรรมการนโยบายการตรวจลงตรา เพื่อเสนอยุทธศาสตร์การพัฒนาการตรวจลงตราของไทย
- ขณะนี้ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องอยู่ระหว่างดำเนินการออกประกาศในราชกิจจานุเบกษาและระเบียบภายในที่เกี่ยวข้อง และคาดว่ามาตรการระยะสั้นจะมีผลใช้บังคับในช่วงปลายเดือนมิถุนายนถึงต้นเดือนกรกฎาคม ๒๕๖๗
- มาตรการระยะกลาง ๓ มาตรการ ได้แก่
- จัดกลุ่มและปรับลดรหัสกำกับการตรวจลงตราประเภทคนอยู่ชั่วคราว (Non-Immigrant) เพื่อลดความซ้ำซ้อนและความสับสน
- ปรับลดวงเงินประกันสุขภาพและเพิ่มประเทศการตรวจลงตราประเภท Non-Immigrant ระยะยาว
- เปิดใช้ระบบ e-Visa ครอบคลุมทุกสถานเอกอัครราชทูตและสถานกงสุลใหญ่ทุกแห่งทั่วโลก ภายในเดือนธันวาคม ๒๕๖๗
- มาตรการระยะยาว ๑ มาตรการ ได้แก่ การพัฒนาและเปิดใช้ระบบ Electronic Travel Authorization (ETA) โดยบูรณาการเชื่อมโยงข้อมูลกับหน่วยงานอื่น โดยเริ่มใช้ควบคู่ไปกับระบบ e-Visa
ช่วงถาม-ตอบ: กรณีการเข้าเป็นสมาชิกกลุ่ม BRICS ของประเทศไทย
- กลุ่ม BRICS เป็นการรวมตัวของประเทศกลุ่มประเทศกำลังพัฒนาที่มีศักยภาพจะก้าวขึ้นมามีบทบาททางเศรษฐกิจและการเมืองในอนาคต และกลุ่ม BRICS มีบทบาทเป็นกระบอกเสียงของประเทศกำลังพัฒนาในเวทีการเมืองและเศรษฐกิจระหว่างประเทศและมุ่งเสริมสร้างความเข้มแข็งของระบบพหุภาคี ซึ่งก็เป็นประเด็นที่ไทยให้ความสำคัญในเวทีระหว่างประเทศอยู่แล้ว ดังนั้น การเข้าเป็นสมาชิกจึงสอดคล้องกับผลประโยชน์ของไทยและเป็นโอกาสทำให้บทบาทของไทยในเวทีโลกมีความโดดเด่นมากยิ่งขึ้น
- เมื่อวันที่ ๒๘ พฤษภาคม ๒๕๖๗ ที่ประชุม ครม. มีมติให้ความเห็นชอบร่างหนังสือแสดงความประสงค์ของไทยในการเข้าร่วมเป็นสมาชิกของกลุ่ม BRICS ตามที่กระทรวงการต่างประเทศเสนอ โดยเน้นถึงการกระชับความร่วมมือกับประเทศสมาชิกกลุ่ม BRICS โดยเฉพาะด้านการค้า การลงทุน การเงิน ความมั่นคงด้านอาหารและความมั่นคงด้านพลังงาน และเพิ่มโอกาสให้ไทยได้ร่วมสร้างระเบียบโลกใหม่ที่กลุ่มประเทศตลาดใหม่และกลุ่มประเทศกำลังพัฒนามีบทบาทสำคัญ
- ในมิติภูมิรัฐศาสตร์ การเข้าเป็นสมาชิก BRICS จะเป็นประโยชน์ต่อทุกกลุ่ม
- ทำให้ไทยสามารถใช้ศักยภาพในฐานะประเทศที่เป็นมิตรกับทุกกลุ่ม ในการส่งเสริมความร่วมมือระหว่างประเทศ ซึ่งเป็นผลประโยชน์ร่วม และไทยอาจมีบทบาทเป็นช่องทางประสานงานระหว่างประเทศอื่น ๆ กับประเทศสมาชิก BRICS
- ทำให้กลุ่ม BRICS มีความเข้มแข็งขึ้นและมีความครอบคลุมในเชิงภูมิศาสตร์ (geographical representation) และมุมมองทางยุทธศาสตร์ที่หลากหลายมากขึ้น โดยเฉพาะจากไทยที่เป็นจุดเชื่อมทางภูมิศาสตร์ที่มีความสำคัญและมีความสัมพันธ์ที่ดีกับกลุ่มประเทศตะวันตก
- ทำให้ไทยร่วมกำหนดท่าทีเชิงภูมิรัฐศาสตร์ของ BRICS ให้สอดคล้องกับมุมมองของไทยมากขึ้น กล่าวคือ เช่นเดียวกับกลุ่ม G77 การแสดงเจตจำนงของไทยแสดงถึงความพร้อมที่จะเป็นส่วนหนึ่งของการรวมกลุ่มประเทศ global South ที่เข้มแข็งอีกกลุ่มหนึ่ง
- การยกระดับความร่วมมือกับ BRICS รวมถึงการสมัครเข้าเป็นสมาชิกของไทย จึงเป็นความต่อเนื่องของนโยบายและการใช้โอกาสที่มีอยู่อย่างเหมาะสม เพื่อขยายโอกาสทางเศรษฐกิจและการเมืองกับทุกกลุ่มประเทศ บนหลักการของการดำเนินการทูตที่สมดุลและยืดหยุ่น
- กลุ่ม BRICS เป็นการรวมตัวของกลุ่มของประเทศตลาดเกิดใหม่ขนาดใหญ่ที่มีอัตราการเติบโตสูง ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี ๒๕๔๙ ปัจจุบัน มีสมาชิก ๑๐ ประเทศ ได้แก่ บราซิล รัสเซีย อินเดีย จีน (๔ ประเทศแรก) แอฟริกาใต้ (เข้าเมื่อปี ๒๕๕๓) เอธิโอเปีย อียิปต์ ซาอุดีอาระเบีย อิหร่าน และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (เข้าเมื่อวันที่ ๑ มกราคม ๒๕๖๗) ทำให้กลุ่ม BRICS มีประชากรรวมกันทั้งหมดประมาณร้อยละ ๓๙ ของโลก และมีผลิตภัณฑ์มวลรวมประชาชาติรวมกันประมาณร้อยละ ๒๘.๔ ของโลก
รับชมย้อนหลังได้ที่: https://www.facebook.com/share/v/bAoGnJzrgbPQUbrA/?mibextid=lpLi9V
* * * * *
รูปภาพประกอบ
รูปภาพประกอบ
Ministry of Foreign Affairs
วันทำการ : จันทร์ - ศุกร์ เวลา 08.30 - 16.30 น.
(ยกเว้นวันหยุดนักขัตฤกษ์)
งานรับ-ส่งหนังสือ และงานสารบรรณ:
อีเมล [email protected]
เว็บไซต์นี้ได้รับการออกแบบเพื่ออำนวยความสะดวกให้ทุกคนเข้าถึงเว็บไซต์ได้และมีมาตรฐาน WCAG 2.0 ระดับ AA
** เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุดควรใช้ Chrome เวอร์ชั่น 76 ขึ้นไป **
Ministry of Foreign Affairs Sri Ayudhya Road, Bangkok 10400 Thailand Tel. 0-2203-5000 Thailand.