นายกรัฐมนตรีประกาศสนับสนุนกลุ่มประเทศ ACMECS เป็นฐานการผลิตเดียว และเร่งการเชื่อมโยงเพื่อยกระดับขีดความสามารถการแข่งขัน
นายกรัฐมนตรีประกาศสนับสนุนกลุ่มประเทศ ACMECS เป็นฐานการผลิตเดียว และเร่งการเชื่อมโยงเพื่อยกระดับขีดความสามารถการแข่งขัน
วันที่นำเข้าข้อมูล 13 มี.ค. 2556
วันที่ปรับปรุงข้อมูล 29 พ.ย. 2565
ภายหลังพิธีเปิดการประชุมผู้นำ ACMECS นายกรัฐมนตรีได้ร่วมการประชุม (Closed Session) กับผู้นำจากประเทศสมาชิก ได้แก่ ลาว เมียนมาร์ กัมพูชา เวียดนาม และ เลขาธิการอาซียน เพื่อทบทวนความร่วมมือในกรอบ ACMECS และทิศทางความร่วมมือในอนาคต ซึ่ง นายสุรนันทน์ เวชชาชีวะ เลขาธิการนายกรัฐมนตรี ได้เปิดเผยถึงการหารือ โดยเฉพาะข้อเสนอและการยืนยันในบทบาทของไทยในกรอบความร่วมมือดังกล่าว ของนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ดังนี้
ประเทศไทยเป็นผู้ริเริ่มกรอบความร่วมมือ ACMECS เมือปี 2546 โดย พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร และมีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมการพัฒนาและสร้างรายได้แก่ประเทศสมาชิกมาอย่างต่อเนื่อง โดยมีเป้าหมายเพื่อลดช่องว่างของรายได้ และเสริมสร้างการไว้เนื้อเชื่อใจระหว่างกัน ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมามีผลงานที่เห็นเป็นรูปธรรมที่ไทยให้การสนับสนุน เช่น การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ทั้งเส้นทางสาย R48 R67 ที่กัมพูชา สะพานข้ามแม่น้ำโขงแห่งที่ 3 และ 4 ที่ลาว รวมทั้ง สะพานข้ามแม่น้ำสายแห่งที่ 2 และเส้นทางแม่สอด-เมียวดี-เชิงเขาตะนาวศรี-กอกะเร็ก ที่เมียนมาร์ เป็นต้น นอกจากนี้ ยังมีความร่วมมือด้านการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ การตั้งนิคมอุสาหกรรมชายแดน การท่องเที่ยว การเกษตร และสาธารณสุข
ในการหารือ นายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ได้ยืนยันความสำคัญของ ACMECS ว่าเป็นกรอบความร่วมมือกับประเทศลุ่มน้ำโขงที่ไทยให้ความสำคัญลำดับแรก เพราะ ACMECS คือ การรวมกลุ่มของประเทศในอนุภูมิภาคที่มีแผนงานและกิจกรรมที่เกื้อกูลกัน พึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน จับมือเดินไปด้วยกันบนเส้นทางของการเป็นครอบครัวเดียวกันคือ การเป็นประชาคมอาเซียนในปี 2558 การประชุมครั้งนี้ยังให้ความเห็นชอบต่อแผนปฎิบัติการ ACMECS ปี ค.ศ. 2013-2015 ซึ่งสะท้อนแนวทางการดำเนินการที่สอดคล้องกับกรอบความร่วมมืออาเซียน โดยปีที่สิ้นสุดของแผนปฏิบัติการจะเป็นปีที่เริ่มต้นของการเป็นประชาคมอาเซียน จึงต้องคิดถึง “ความเป็นหนึ่งเดียวกัน” และผลประโยชน์ ที่มีร่วมกัน ทั้งนี้ภายใต้สนับสนุนแผนปฏิบัติการฉบับใหม่ได้เน้นให้ประเทศสมาชิก ACMECS เป็น “ฐานการผลิตเดียว” ซึ่งจะส่งผลให้สมาชิกประเทศต่างเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่การผลิต ทั้งสินค้าเกษตรและสินค้าอุตสาหกรรมที่สำคัญของโลก และเพื่อให้แนวคิดการเป็นฐานการผลิตเดียวเป็นจริง สมาชิกประเทศจะร่วมกันผลักดันให้เกิดความคล่องตัวในการทำการค้า การลงทุน การคมนาคมขนส่ง และการผ่านแดนให้มากที่สุด ประเทศไทยจึงสนับสนุนการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานอย่างต่อเนื่อง โดยเน้นเส้นทางที่มีศักยภาพในการเปิดประตูการค้า การลงทุน และการท่องเที่ยวที่ไม่ได้จำกัดเพียง ๒ ประเทศ แต่สามารถเชื่อมต่อไปยังประเทศอื่นในภูมิภาคได้
ในช่วง ๑๐ ปีที่ผ่านมา ด้านโครงการโครงสร้างพื้นฐาน ไทยได้สนับสนุนโครงการต่างๆ เช่น สะพานข้ามแม่น้ำโขงแห่งที่ ๓ (นครพนม- คำม่วน) ระหว่างไทย-สปป. ลาว ที่ก่อสร้างภายใต้กรอบความร่วมมือ ACMECS ทำให้การขนส่งจากไทยไปเวียดนามและไปเมืองกวางสีของสาธารณรัฐประชาชนจีนใช้ระยะทางสั้นกว่าการใช้สะพานข้ามแม่น้ำโขงแห่งที่ ๒ (มุกดาหาร-สะหวันเขต) ขณะเดียวกัน การสร้างเส้นทางเมียวดีไปยังกอกะเร็ก ซึ่งไม่เฉพาะเชื่อมไทยกับเมียนมาร์ แต่ยังทำให้แนวพื้นที่เศรษฐกิจตะวันออก-ตะวันตกเสร็จสมบูรณ์ และเป็นส่วนหนึ่งของการเชื่อมโยงตามโครงการถนน ๓ ฝ่ายไทย-เมียนมาร์-อินเดียอีกด้วย รัฐบาลไทยยังเห็นชอบสนับสนุนการก่อสร้างถนนบ้านฮวก-เมืองคอบ-เชียงฮ่อน และหงสา-เชียงแมน ซึ่งสามารถเชื่อมภาคเหนือตอนบนกับหลวงพระบางและจีน ในขณะเดียวกัน ก็จะเริ่มสร้างทางรถไฟระยะทาง ๖ กิโลเมตรจากอรัญประเทศไปปอยเปตในปีนี้ ซึ่งจะทำให้เส้นทางรถไฟภายใต้แผนแม่บทอาเซียนใกล้เสร็จสมบูรณ์ และเป็นไปตามแนวทางที่จะผลักดันให้มีการขนส่งหลายรูปแบบเมื่อลดต้นทุนด้านโลจิสติกส์ อย่างไรก็ตาม การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานต้องควบคู่ไปกับการอำนวยความสะดวกข้ามพรมแดน และการผ่านแดน รวมทั้งการยกระดับจุดผ่านแดน ทั้งในการตรวจปล่อยสินค้าและการผ่านแดนของบุคคล เพื่อให้ผู้คนตามพื้นที่ชายแดนไปมาหาสู่สะดวกขึ้น โดยประเทศสมาชิกต้องให้การสนับสนุน เพราะหากจุดผ่านแดนที่ขอยกระดับมีการพัฒนาเส้นทางถนนรองรับบริเวณดังกล่าวอยู่แล้ว ก็สมควรได้รับการผลักดันให้ยกระดับเป็นจุดผ่านแดนถาวร เพราะเมื่อก่อสร้างเส้นทางรองรับแล้วเสร็จ จะได้ใช้ประโยชน์ได้ทันที การจัดการประชุม ๓ ฝ่าย ไทย - สปป.ลาว - เวียดนาม เป็นความพยายามเพื่อแก้ไขปัญหาและอุปสรรคในการข้ามพรมแดนตามแนวเส้นทางตะวันออก-ตะวันตก ทั้งจุดผ่านแดนมุกดาหาร-สะหวันนะเขต และลาวบาว-แดนสะหวัน และยินดีที่จะเชิญเมียนมาร์และกัมพูชาเข้าร่วมประชุมในโอกาสต่อไป
นอกจากนี้ นายกฯยิ่งลักษณ์ยังได้เสนอให้ผู้นำ ACMECS สนับสนุนและผลักดันการอำนวยความสะดวกผ่านแดนเส้นทางที่อยู่นอกเหนือจากกรอบความร่วมมือ GMS โดยเฉพาะอย่างยิ่งจุดผ่านแดนตามเส้นทางหมายเลข ๘ และ ๑๒ รวมทั้งตามจุดผ่านแดนระหว่างไทย-เมียนมาร์ เช่น แม่สาย-ท่าขี้เหล็ก แม่สอด-เมียวดี และพุน้ำร้อน-ทวาย สำหับการส่งเสริมการท่องเที่ยวเป็นอีกแนวทางที่ต้องผลักดันร่วมกัน และส่งเสริมแนวคิดในการจัดทำแนวพื้นที่เชื่อมโยงแหล่งท่องเที่ยวสำคัญ ๆ ของ ๕ ประเทศ หรือ Tourism Corridor ประกอบด้วย พุกาม-เชียงใหม่-หลวงพระบาง-เวียงจันทน์-เสียมราฐ-เว้ ซึ่งการจัดทำความตกลง ACMECS Single Visa โดยเริ่มนำร่องจากไทยและกัมพูชาเป็นหนึ่งในความสำเร็จของกรอบนี้ จึงควรที่ สปป.ลาว เมียนมาร์ และเวียดนามจะพิจารณาเข้าร่วมเป็นสมาชิกโดยเร็ว เพื่อเป้าหมาย“ห้าประเทศ หนึ่งที่หมาย” นายกฯยิ่งลักษณ์ยังได้เสนอแนวทางความร่วมมือเรื่องข้าว ต้องเน้นมิติทางด้านการค้า และ มีกลไกดำเนินความร่วมมือ ๓ ระดับ ได้แก่ (๑) ระดับรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้อง (๒) ระดับคณะทำงาน และ (๓) ระดับสมาคมโรงสีและผู้ค้าข้าว ในด้านความร่วมมือเพื่อพัฒนาชีวิตความเป็นอยู่และสุขภาพของประชาชนตามพื้นที่ชายแดน ต้องดูแลระบบสาธารณสุขเชื่อมโยงกัน ประเทศไทยจึงพร้อมจะแลกเปลี่ยนประสบการณ์ในการจัดทำแผนประกันสุขภาพถ้วนหน้า ซึ่งไทยประสบความสำเร็จ และระบบประกันสังคม
นอกจากนั้น รัฐบาลไทยกำลังพิจารณาสนับสนุนการยกระดับคุณภาพสถานพยาบาล ตามแนวชายแดนในพื้นที่ประเทศเพื่อนบ้าน โดยเฉพาะตามแนวพื้นที่เศรษฐกิจที่สำคัญ เช่น เมืองเมียวดี- แม่สอด และท่าขี้เหล็ก ซึ่งทั้งสองแห่งจะเป็นพื้นที่ที่มีการลงทุนในอนาคต ในตอนท้าย ที่ประชุมได้ตกลงเห็นพ้องที่จะยกระดับความร่วมมือ ACMECS เพื่อประโยชน์ของประชาชนและภูมิภาคโดยรวม และเห็นชอบแผนปฎิบัติการ ACMECS ปี ค.ศ. 2013-2015 และปฏิญญาเวียงจันทน์ โดยการประชุมครั้งต่อไป กำหนดให้มีขึ้นที่เมียนมาร์ ในปีหน้า
รูปภาพประกอบ
รูปภาพประกอบ
Ministry of Foreign Affairs
วันทำการ : จันทร์ - ศุกร์ เวลา 08.30 - 16.30 น.
(ยกเว้นวันหยุดนักขัตฤกษ์)
งานรับ-ส่งหนังสือ และงานสารบรรณ:
อีเมล [email protected]
เว็บไซต์นี้ได้รับการออกแบบเพื่ออำนวยความสะดวกให้ทุกคนเข้าถึงเว็บไซต์ได้และมีมาตรฐาน WCAG 2.0 ระดับ AA
** เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุดควรใช้ Chrome เวอร์ชั่น 76 ขึ้นไป **
Ministry of Foreign Affairs Sri Ayudhya Road, Bangkok 10400 Thailand Tel. 0-2203-5000 Thailand.