คำแปลอย่างไม่เป็นทางการ ถ้อยแถลงของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ในการอภิปรายทั่วไปของการประชุมสมัชชาสหประชาชาติ สมัยสามัญ ครั้งที่ 81

วันที่นำเข้าข้อมูล 25 ก.ย. 2569

วันที่ปรับปรุงข้อมูล 25 ก.ย. 2569

| 109 view

(คำแปลอย่างไม่เป็นทางการ)
ถ้อยแถลงของนายอนุทิน ชาญวีรกูล
นายกรัฐมนตรี
ในการอภิปรายทั่วไปของการประชุมสมัชชาสหประชาชาติ สมัยสามัญ ครั้งที่ ๘๑
ณ สำนักงานใหญ่สหประชาชาติ นครนิวยอร์ก
๒๔ กันยายน ๒๕๖๙
*********
หัวข้อหลัก: ฟื้นคืนความเชื่อมั่น บริหารจัดการการเปลี่ยนแปลง สหประชาชาติที่สร้างผลลัพธ์เพื่อทุกคน(Restoring Trust, Managing Transformation: A United Nations that Delivers for All)

 

ท่านประธานสมัชชาฯ
ท่านผู้มีเกียรติทั้งหลาย
ท่านผู้แทนที่เคารพ

ก่อนอื่น ผมขอแสดงความยินดีต่อการเข้ารับหน้าที่ของท่านประธานสมัชชาสหประชาชาติ สมัยสามัญ ครั้งที่ ๘๑

 

ผมรู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้กล่าวถ้อยแถลงในที่ประชุมสมัชชาฯ เป็นครั้งแรกในฐานะนายกรัฐมนตรีของประเทศไทยและในปีที่ประเทศไทยเป็นสมาชิกของสหประชาชาติครบ ๘๐ ปี

 

ไทยได้เข้าเป็นสมาชิกของสหประชาชาติภายหลังสงคราม ในขณะที่ระเบียบโลกอยู่ระหว่างการก่อรูป ในวันนี้ระเบียบดังกล่าวอยู่ระหว่างการปรับเปลี่ยนอีกครั้ง

 

ความแน่นอนต่าง ๆ ดังเช่นในสมัยอดีตกำลังเลือนหายไป ในขณะที่สิ่งที่จะเกิดขึ้นต่อไปยังไม่มีความชัดเจน

 

เราเห็นความเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ เกิดขึ้นจำนวนมาก การแบ่งขั้วอำนาจ การแข่งขันเชิงยุทธศาสตร์ทวีความรุนแรงยิ่งขึ้นและกฎระเบียบระหว่างประเทศอยู่ภายใต้แรงกดดัน

 

ในขณะเดียวกัน เทคโนโลยีกำลังเปลี่ยนแปลงสังคมของเรา ขณะที่การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศกำลังทดสอบความสามารถในการปรับตัวของเรา แต่สถาบันต่าง ๆ ของเรากลับไม่สามารถก้าวตามได้ทันกับการเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ

 

ความเชื่อมั่นในความสามารถที่เราจะทำงานร่วมกันได้กำลังอ่อนแอลง

 

ด้วยเหตุนี้ หัวข้อหลักของปีนี้จึงสอดคล้องกับภารกิจที่อยู่ตรงหน้าเรา การบริหารจัดการการเปลี่ยนแปลง จำเป็นต้องอาศัยความเชื่อมั่น ไม่ว่าจะเป็นความเชื่อมั่นระหว่างประเทศ ความเชื่อมั่นในกฎระเบียบร่วมกัน และความเชื่อมั่นว่า สถาบันต่าง ๆ ของเราจะสามารถสร้างผลลัพธ์ได้

 

ความเชื่อมั่นไม่สามารถได้มาโดยง่าย หากแต่ต้องสร้างขึ้นด้วยการลงมือปฏิบัติ

 

ความเชื่อมั่นจะเสื่อมถอยลงเมื่อหลักการต่าง ๆ ถูกนำไปใช้อย่างเลือกปฏิบัติ เมื่อประเทศต่าง ๆ แทบไม่มีสิทธิ์ มีเสียงในการตัดสินใจในสิ่งที่มีผลต่ออนาคตของพวกเขา และเมื่อคำมั่นสัญญาที่ได้ให้ไว้ในที่ประชุมแห่งนี้ไม่สามารถพัฒนาความเป็นอยู่ของผู้คนได้จริง

 

การรื้อฟื้นความเชื่อมั่นย่อมหมายถึงการจัดการกับข้อห่วงกังวลเหล่านี้

 

เราต้องธำรงไว้ซึ่งหลักการสากลอย่างต่อเนื่อง โดยให้ประเทศต่าง ๆ มีส่วนร่วมในระบบระหว่างประเทศอย่างแท้จริง รวมถึงการที่กลุ่มประเทศโลกใต้มีเสียงเข้มแข็งขึ้น และเราต้องมีความรับผิดชอบร่วมกันในการเปลี่ยนคำมั่นสัญญาสู่ผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรม

 

ท่านประธานสมัชชาฯ

 

เป้าหมายของสหประชาชาติสอดคล้องกับยุคสมัย คือการส่งเสริมสันติภาพและความมั่นคงสิทธิมนุษยชนและศักดิ์ศรีของมนุษย์ การพัฒนาที่ยั่งยืน และความร่วมมือระหว่างรัฐอธิปไตยที่เท่าเทียมกัน

 

แต่เราไม่สามารถสร้างสันติภาพที่ยั่งยืนได้ หากบางกลุ่มได้รับประกันความมั่นคง ขณะที่ความมั่นคงของกลุ่มอื่น ๆ กลับถูกปฏิเสธ สิทธิมนุษยชนสากลจะไร้ความหมาย หากถูกใช้อย่างเลือกปฏิบัติ และการพัฒนาจะไร้จุดหมาย หากความมั่งคั่งอยู่ในมือของกลุ่มคนจำนวนน้อย

 

สำหรับประเทศไทยแล้ว สันติภาพมีความหมายมากกว่าแค่สภาวะที่ไร้สงคราม แต่จำเป็นต้องมีการพูดคุยเพื่อจัดการความแตกต่างและการเคารพกฎหมายระหว่างประเทศ เพื่อให้ทุกประเทศอยู่ร่วมกันได้อย่างมั่นคงและมีศักดิ์ศรี

 

เรายังคงต้องให้ความใส่ใจต่อสถานการณ์ในปาเลสไตน์ ซึ่งย้ำเตือนว่า หลักการที่เรายึดถือร่วมกันต้องปกป้องประชาชนได้ในยามที่เขาต้องการมากที่สุด

ดังนั้น สิทธิมนุษยชนต้องเป็นสากลในทางปฏิบัติ ประเทศไทยในฐานะสมาชิกคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ เชื่อมั่นว่า ภารกิจของพวกเราต้องครอบคลุมขอบเขตที่กว้างกว่าข้อมติ โดยสามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงให้แก่ชีวิตของประชาชนได้อย่างแท้จริง

 

การพัฒนาต้องมีประชาชนเป็นศูนย์กลางและมีความยั่งยืน การเจริญเติบโตจำเป็นต้องพัฒนาความเป็นอยู่ของคนรุ่นปัจจุบันโดยไม่ตัดโอกาสของคนรุ่นหลัง

 

การใช้หลักการอย่างคงเส้นคงวาจะช่วยให้ประเทศต่าง ๆ มั่นใจได้ว่าพวกเขาจะได้รับการปฏิบัติอย่างเป็นธรรม ซึ่งความเชื่อมั่นในเรื่องนี้รวมถึงกระบวนการตัดสินใจด้วย และประเทศต่าง ๆ ต้องรับรู้ได้ว่า เสียงของตนมีความหมาย

 

ท่านประธานสมัชชาฯ

 

ปัจจุบันนี้ สมาชิกภาพของสหประชาชาติเกือบจะเป็นสากลแล้ว แต่การมีตัวแทนยังมีวิวัฒนาการไม่เท่าทันกัน

 

ระบบระหว่างประเทศจะไม่ได้รับความเชื่อมั่น หากสมาชิกจำนวนมากยังรู้สึกว่า ตนยังมีสิทธิมีเสียงน้อยในการกำหนดทิศทางของระบบนั้น

 

การรื้อฟื้นความเชื่อมั่นต้องอาศัยความเป็นเจ้าของร่วมกัน สหประชาชาติต้องสะท้อนโลกปัจจุบัน ไม่ใช่การจัดสรรอำนาจเหมือนเมื่อ ๘๐ ปีก่อน

 

ด้วยเหตุนี้ ประเทศไทยจึงสนับสนุนการปฏิรูปคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติเพื่อให้ประเทศกำลังพัฒนาและภูมิภาคที่ยังมีตัวแทนน้อยเกินไป โดยเฉพาะประเทศโลกใต้ มีบทบาทในการตัดสินใจมากขึ้น

 

เช่นเดียวกัน ภูมิภาคเอเชียจำเป็นต้องมีตัวแทนมากขึ้น ด้วยความสำคัญทางเศรษฐกิจ ภูมิภาคเอเชียต้องสามารถมีส่วนกำหนดรูปแบบการตัดสินใจในระดับโลกและมีส่วนร่วมรับผิดชอบต่อผลลัพธ์มากขึ้น

 

การมีตัวแทนต้องรวมถึงการให้สตรีมีเสียงที่มีความหมายในการตัดสินใจเพื่อกำหนดอนาคตร่วมกันของเรา สตรีมีบทบาทนำในงานของสหประชาชาติ ตั้งแต่ด้านการพัฒนาไปจนถึงการปฏิบัติการรักษาสันติภาพ และในช่วงที่สหประชาชาติอยู่ระหว่างการสรรหาเลขาธิการคนถัดไป จึงอาจเป็นช่วงเวลาสมควรที่จะมีตัวแทนสตรีในระดับที่สูงสุด

 

การมีตัวแทนและความมีประสิทธิภาพจำเป็นต้องก้าวไปพร้อมกัน เราขอชื่นชมเลขาธิการอันโตนิอู กุแตเรช สำหรับความมุ่งมั่นในการปฏิรูป รวมถึงข้อริเริ่ม UN80 ไทยพร้อมจะร่วมมือกับเลขาธิการคนถัดไป เพื่อสานงานดังกล่าวต่อไป

 

ท่านประธานสมัชชาฯ

 

การมีเสียงที่เข้มแข็งขึ้นในองค์กรระดับโลก หมายถึงการที่ประเทศต่าง ๆ ร่วมกันแก้ไขปัญหาที่ใกล้ตัวมากที่สุด ซึ่งความร่วมมือระดับภูมิภาคจะมีบทบาทสำคัญ

 

สหประชาชาติยังคงต้องเป็นศูนย์กลางของระบบพหุภาคีต่อไป แต่ไม่สามารถคาดหวังให้สหประชาชาติทำทุกสิ่งได้ โดยสหประชาชาติไม่สามารถแก้ไขหากประเทศสมาชิกไม่เต็มใจที่จะดำเนินการ

 

สถาบันระดับภูมิภาคสามารถแปลงเจตนารมณ์ไปสู่ความร่วมมือ โดยการนำประเทศต่าง ๆ มาร่วมกันจัดการความท้าทาย และแปลงหลักการสากลให้สอดคล้องกับสภาพความเป็นจริงในพื้นที่

 

ด้วยวิธีการดังกล่าว ภูมิภาคนิยมจะกลายเป็นพื้นฐานสำหรับพหุภาคีนิยมที่มีประสิทธิภาพ

 

อาเซียนได้พิสูจน์ให้เห็นวิธีการดังกล่าวมาเป็นเวลาเกือบหกทศวรรษแล้ว อาเซียนได้เติบโตจากประเทศสมาชิกจำนวน ๕ ประเทศสู่ ๑๑ ประเทศ เราไม่เห็นพ้องกันตลอดเวลา แต่เรียนรู้ที่จะจัดการความแตกต่างและรักษาพื้นที่สำหรับความร่วมมือ

 

สำหรับประเทศของผม ความร่วมมือที่เป็นรูปธรรมหมายถึงการเป็นเวทีที่น่าเชื่อถือ ไทยต้องการใช้ประโยชน์จากจุดแข็งในฐานะศูนย์กลางการขนส่งและฐานการผลิตในการเชื่อมตลาดและห่วงโซ่อุปทานทั่วทั้งภูมิภาค

 

เราเชื่อมั่นว่า ความหลากหลายของภูมิภาคเอเชียสามารถหลอมรวมเป็นพลังแห่งการสร้างสรรค์ร่วมกันได้ โดยผสานจุดแข็งของประเทศต่าง ๆ เพื่อสร้างความมั่งคั่งร่วมกัน

 

แนวคิดที่คล้ายกันนี้ควรขยายออกไปให้ไกลกว่าภูมิภาคเอเชีย ประเทศไทยยังคงพยายามจัดทำความตกลงการค้าเสรีกับหุ้นส่วนในภูมิภาคต่าง ๆ เพื่อขยายการค้าและโอกาสให้แก่ทั้งสองฝ่าย

นอกจากนี้ ความริเริ่มไทย–แอฟริกาของเรามุ่งกระชับความร่วมมือทางการเมือง เศรษฐกิจ และการพัฒนา เพื่อสร้างหุ้นส่วนที่เท่าเทียมระหว่างทั้งสองภูมิภาค



ท่านประธานสมัชชาฯ

ท่านผู้มีเกียรติทั้งหลาย

ท่านผู้แทนที่เคารพ

 

สถาบันต่าง ๆ จะได้รับความเชื่อมั่นจากการที่ประเทศสมาชิกพร้อมจะลงมือปฏิบัติ การมีเสียงที่เข้มแข็งยิ่งขึ้นต้องมาพร้อมกับความเต็มใจที่จะมีส่วนร่วม ความเป็นเจ้าของร่วมกันจึงต้องนำไปสู่ความรับผิดชอบร่วมกัน

 

กฎบัตรสหประชาชาติเริ่มต้นด้วยคำว่า “เรา ประชาชน” ประเทศไทยจึงเชื่อว่าภารกิจนี้ต้องเริ่มต้นตั้งแต่ระดับประเทศ

 

เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนเป็นกรอบการทำงานสำคัญที่ครอบคลุมมากกว่าการพัฒนา โดยมีเป้าหมายสูงสุดเพื่อทำให้ประชาชนอยู่ได้อย่างสันติและมีศักดิ์ศรี ความก้าวหน้าในการบรรลุเป้าหมายนี้ ยังเป็นแนวทางในการสร้างเศรษฐกิจที่เข้มแข็งและมีภูมิคุ้มกัน อีกทั้งยังเป็นแนวทางในการแสดงความรับผิดชอบต่อประชาชน

 

ประเทศไทยจะใช้จุดแข็งให้เกิดประโยชน์ เราจะใช้พื้นฐานทางเกษตรกรรมที่แข็งแกร่งของเรา เพื่อเป็นแหล่งความมั่นคงทางอาหารของโลก ขณะเดียวกัน ระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าของไทยช่วยให้ประชาชนเข้าถึงบริการสุขภาพที่ราคาย่อมเยาและมีคุณภาพ และช่วยพัฒนาประเทศไทยให้เป็นศูนย์กลางด้านการแพทย์และสุขภาวะ

 

นอกจากนี้ ความพยายามในการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานช่วยให้ประเทศไทยเข้าใกล้การจะบรรลุพันธกรณีด้านสภาพภูมิอากาศมากยิ่งขึ้น นโยบายโซลาร์รูฟท็อปยังสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจให้แก่ครัวเรือน ด้วยการจำหน่ายไฟฟ้าส่วนเกินคืนสู่ระบบสายส่ง

 

อย่างไรก็ตาม ความรับผิดชอบนี้มีขอบเขตที่กว้างกว่าด้านการพัฒนา

 

การดำเนินการด้านมนุษยธรรมของไทยสะท้อนถึงความเชื่อนี้ ในช่วงปลายคริสต์ทศวรรษที่ ๑๙๗๐ ประเทศไทยได้ให้ที่พักพิงชั่วคราวและความช่วยเหลือแก่ชาวกัมพูชาจำนวนมากที่หลบหนีความรุนแรงและความหิวโหย

 

ปัจจุบัน ไทยให้โอกาสแก่ผู้หนีภัยการสู้รบจากเมียนมาที่อาศัยอยู่ในพื้นที่พักพิงชั่วคราวในประเทศไทยมาหลายทศวรรษ ให้สามารถทำงานเพื่อนำรายได้มาเลี้ยงดูครอบครัว

 

สำหรับชาวโรฮีนจาที่เดินทางผ่านประเทศไทย เราได้นำแนวทางใช้ชุมชนเป็นฐานมาเป็นทางเลือกแทนการกักตัวเด็กชาวโรฮีนจา เพื่อคุ้มครองสิทธิและการเข้าถึงบริการต่าง ๆ ของคนกลุ่มนี้ให้ดียิ่งขึ้น

 

ความรับผิดชอบของเราในฐานะเพื่อนบ้านยังหมายถึงการรับมือกับความท้าทายในภูมิภาคของเราด้วย

 

ข้อพิพาทระหว่างประเทศของเรากับเพื่อนบ้านของเราซึ่งคือ กัมพูชา คือหนึ่งในความท้าทายนั้น เราได้ผ่านช่วงเวลาที่ยากลำบาก เมื่อผมได้พบกับนายกรัฐมนตรีฮุน มาเนต เมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา เราได้พยายามแก้ไขประเด็นที่ยากลำบากผ่านการเจรจาทวิภาคี พร้อมกับการรื้อฟื้นความเชื่อมั่นและความไว้วางใจเพื่อก้าวต่อไปข้างหน้าด้วยกัน

 

เป็นที่น่าเศร้าใจที่กัมพูชาไม่ได้เปิดโอกาสให้กับการเจรจาอย่างแท้จริง แต่กลับเลือกจะริเริ่มกระบวนการประนอมภาคบังคับภายใต้อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล (UNCLOS) แม้จะเป็นเช่นนั้น ประเทศไทยกำลังเข้าร่วมกระบวนการนี้ด้วยความสุจริตใจ แต่จุดยืนของเรานั้นชัดเจน กระบวนการนี้เกี่ยวข้องกับการกำหนดเขตทางทะเลเท่านั้น

 

ในระหว่างนี้ กัมพูชาต้องร่วมมือกับเราเพื่อสร้างความมั่นคงตามแนวชายแดนร่วมกัน ซึ่งรวมถึงความร่วมมือที่เป็นรูปธรรมในการแก้ไขปัญหาการหลอกลวงทางอินเทอร์เน็ตและการเก็บกู้ทุ่นระเบิด ชุมชนของเราจะไม่ปลอดภัย หากประเด็นเหล่านี้ยังไม่มีความคืบหน้า ท้ายที่สุด แนวชายแดนร่วมของเราต้องเป็นพื้นที่ของความมั่งคั่งร่วมกัน ไม่ใช่พื้นที่ที่มีแต่ร่องรอยของความขัดแย้ง

 

ผมขอย้ำเพื่อความกระจ่างว่า ประเทศไทยไม่ได้เป็นผู้ริเริ่มความขัดแย้ง แต่สันติภาพจะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อเราร่วมมือกันอย่างจริงจัง และแน่นอนที่สุดว่าเรื่องนี้จำเป็นต้องอาศัยความตั้งใจที่แท้จริงจากเพื่อนบ้านของเรา กัมพูชา

 

ความมุ่งมั่นเดียวกันนี้ยังเป็นแนวทางในการดำเนินนโยบายของเราต่อเมียนมา ประเทศไทยสนับสนุนสันติภาพ การปรองดองแห่งชาติ และทางออกที่ยั่งยืนที่ดำเนินการโดยเมียนมาและเมียนมาเป็นเจ้าของ

 

เราเชื่อในการมีส่วนร่วมอย่างสร้างสรรค์และการมีปฏิสัมพันธ์อย่างเหมาะสมและค่อยเป็นค่อยไป ทั้งภายในกรอบอาเซียนและในการประสานงานกับหุ้นส่วนที่เกี่ยวข้อง ควบคู่กับการส่งเสริมความคืบหน้าที่เป็นรูปธรรมในพื้นที่จริง

 

ในทั้งสองกรณีนี้ ความรับผิดชอบของเราคือการเปิดโอกาสให้เกิดการเจรจาและความคืบหน้าที่สามารถบรรลุผลได้

 

เมื่อเกิดภัยคุกคามข้ามพรมแดน การแบ่งปันความรับผิดชอบต้องกว้างขวางขึ้น ประเทศของผมยกระดับความพยายามในการป้องกันและปราบปรามยาเสพติดผ่านความร่วมมือกับสำนักงานว่าด้วยยาเสพติดและอาชญากรรมแห่งสหประชาชาติ (UNODC) องค์การระดับภูมิภาคและองค์การระหว่างประเทศอื่น ๆ รวมถึงประเทศเพื่อนบ้าน

 

และผ่านหุ้นส่วนระดับโลกเพื่อต่อต้านอาชญากรรมหลอกลวงทางอินเทอร์เน็ต ประเทศไทยได้รวบรวมผู้มีส่วนได้ส่วนเสียที่เกี่ยวข้องทั้งหมดเพื่อร่วมป้องกันอาชญากรรมเหล่านี้

 

ท่านประธานสมัชชาฯ

 

เมื่อแปดสิบปีก่อน ในถ้อยแถลงครั้งแรกต่อที่ประชุมสมัชชาแห่งนี้ ราชอาณาจักรสยามได้ยืนยันว่า “ยึดมั่นในแนวทางแห่งการแก้ไขปัญหาโดยสันติวิธีและความร่วมมือฉันมิตร” ซึ่งประเทศไทยยังคงยึดมั่นต่อแนวทางดังกล่าวจนถึงทุกวันนี้

 

ในขณะที่ระเบียบระหว่างประเทศใหม่อยู่ระหว่างการก่อรูป เราต้องสืบสานเจตนารมณ์นั้นต่อไป ไม่มีประเทศใดจะสามารถกำหนดอนาคตของตนเองได้เพียงลำพัง และไม่มีระเบียบระหว่างประเทศใดจะได้รับความเชื่อมั่นอย่างยั่งยืน หากประเทศจำนวนมากยังรู้สึกว่าระบบนี้สร้างมาเพื่อพวกเขา แต่พวกเขาไม่ได้มีส่วนร่วมกำหนด

 

ระเบียบระหว่างประเทศที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของกฎกติกา ควบคู่กับความเป็นเจ้าของในการกำหนดอนาคตร่วมกัน คือเงื่อนไขที่จะช่วยฟื้นฟูความเชื่อมั่นนั้นได้

 

อนาคตของสหประชาชาติจะขึ้นอยู่กับความเชื่อมั่นที่เราร่วมกันสร้างขึ้นใหม่ผ่านการกระทำในวันนี้

 

ขอให้ทุกประเทศสามารถเชื่อมั่นในสหประชาชาติ และให้ประชาชนทุกคนเชื่อว่า สหประชาชาติสามารถส่งมอบสิ่งดี ๆ ให้แก่พวกเขาได้

 

ขอบคุณมากครับ

*****************************



เอกสารประกอบ

PMStatementThaitranslation_MediaCirculation.pdf