สรุปการแถลงข่าวประจำสัปดาห์ วันที่ 10 กรกฎาคม 2569
วันที่นำเข้าข้อมูล 10 ก.ค. 2569
วันที่ปรับปรุงข้อมูล 10 ก.ค. 2569
| 16 view
สรุปการแถลงข่าวประจำสัปดาห์
โดยรองอธิบดีกรมสารนิเทศและรองโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ
วันที่ 10 กรกฎาคม 2569 เวลา 14.30 น.
ณ ห้องแถลงข่าว กระทรวงการต่างประเทศ
- สรุปผลการเยือนรัฐฮาวาย สหรัฐฯ ของรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ
- เมื่อวันที่ 5 - 7 กรกฎาคม 2569 นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เดินทางเยือนรัฐฮาวาย สหรัฐอเมริกา อย่างเป็นทางการ เพื่อกระชับความเป็นพันธมิตรและความเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ระหว่างไทยกับสหรัฐฯ โดยเป็นการเยือนรัฐฮาวายในระดับรัฐมนตรีครั้งแรกในรอบ 15 ปี และได้เข้าร่วม 4 กิจกรรม ได้แก่
- (1) รองนายกรัฐมนตรีฯ เข้าเยี่ยมกองกำลังสหรัฐฯ ประจำภาคพื้นแปซิฟิก ที่ฐานทัพ Camp H.M. Smith และพบหารือกับพลเรือเอก Samuel J. Paparo ผู้บัญชาการ USPACOM โดยผู้บัญชาการฯ กล่าวถึงการเยือนครั้งนี้ว่า มีความหมายต่อความเป็นพันธมิตรที่ยาวนานระหว่างไทยกับสหรัฐฯ และการกระชับความร่วมมือเพื่อรับมือกับบริบทสถานการณ์ความมั่นคงที่เปลี่ยนแปลงไป ซึ่งรวมถึงสงครามไซเบอร์และสงครามข้อมูลข่าวสาร ขณะที่รองนายกรัฐมนตรีฯ ย้ำความสำคัญของการยกระดับความเป็นพันธมิตรไทย - สหรัฐฯ ซึ่งมีบทบาทสำคัญต่อการรักษาสันติภาพและความมั่นคงในภูมิภาค
- ทั้งสองฝ่ายยังได้แลกเปลี่ยนมุมมองต่อสถานการณ์ความมั่นคงในภูมิภาคและระดับโลก รวมถึงหารือแนวทางส่งเสริมความร่วมมือด้านการทหารและความมั่นคง โดยเฉพาะการพัฒนาขีดความสามารถและกองทัพ การพัฒนาอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ และการจัดการกับภัยคุกคามรูปแบบใหม่ รวมทั้งการปราบปรามการหลอกลวงทางออนไลน์
- (2) รองนายกรัฐมนตรีฯ พบหารือกับนางเซเลสต์ คอนเนอร์ส ประธานสถาบัน East-West Center เพื่อส่งเสริมความร่วมมือด้านวิชาการ และกระชับความสัมพันธ์ระหว่างไทยและสหรัฐฯ ให้สอดคล้องกับบริบทโลกในปัจจุบัน โดยทั้งสองฝ่ายหารือแนวทางที่จะกระชับความเป็นพันธมิตรและความเป็นหุ้นส่วนยุทธศาสตร์ไทย - สหรัฐฯ โดยมีประเด็นสำคัญ คือ (1) ความร่วมมือในการต่อต้านการหลอกลวงออนไลน์ (2) ความมั่นคงไซเบอร์ และ (3) การส่งเสริมเครือข่ายผู้นำรุ่นใหม่ รวมถึงการสัมมนาแลกเปลี่ยนทางวิชาการ Track 5 เพื่อจัดทำข้อเสนอเชิงนโยบายให้แก่รัฐบาลทั้งสองฝ่าย
- (3) รองนายกรัฐมนตรีฯ เยี่ยมชมพระที่นั่งปาฏิหาริย์ทัศนัย หรือศาลาไทย ซึ่งเป็นของขวัญพระราชทานจากพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ที่พระราชทานให้แก่สถาบันฯ เมื่อปี 2510 เพื่อเป็นสัญลักษณ์แห่งมิตรภาพระหว่างตะวันออกและตะวันตก
- (4) รองนายกรัฐมนตรีฯ เยี่ยมชมฐานทัพร่วม Pearl Harbor-Hickam โดยมีผู้บัญชาการ Paparo ให้การต้อนรับ และได้วางพวงมาลาที่อนุสรณ์สถานเรือรบ USS Arizona เพื่อรำลึกถึงผู้เสียชีวิตในเหตุการณ์ที่อ่าวเพิร์ลฮาร์เบอร์ เมื่อวันที่ 7 ธันวาคม 2484 ตลอดจนเยี่ยมชมกองเรือสหรัฐฯ ภาคพื้นแปซิฟิก และกองเรือนานาชาติที่เข้าร่วมการฝึก Rim of the Pacific (RIMPAC) ที่จัดขึ้นระหว่างวันที่ 24 มิถุนายน - 31 กรกฎาคม 2569 ซึ่งเป็นการฝึกทางทะเลพหุภาคีที่ใหญ่ที่สุดในโลก
- รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศติดตามนายกรัฐมนตรีในห้วงการเยือนมาเลเซียอย่างเป็นทางการ
- เมื่อวันที่ 9 กรกฎาคม 2569 รองนายกรัฐมนตรีฯ ติดตามนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ในห้วงการเยือนมาเลเซียอย่างเป็นทางการ และเข้าร่วมการหารือทวิภาคีระหว่างนายกรัฐมนตรีกับดาโตะ เซอรี อันวาร์ อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย ที่สำนักนายกรัฐมนตรีมาเลเซีย เมืองปูตราจายา
- นายกรัฐมนตรีทั้งสองฝ่ายยืนยันความมุ่งมั่นที่จะกระชับความสัมพันธ์ในทุกด้านที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชนของทั้งสองประเทศ โดยเฉพาะการส่งเสริมความมั่นคงและการพัฒนาพื้นที่ชายแดนภาคใต้ของไทยและรัฐภาคเหนือของมาเลเซีย ผ่านการสร้างเสริมความเชื่อมโยงการคมนาคมขนส่ง การค้า และการพัฒนาเศรษฐกิจของสองฝั่งชายแดน ควบคู่กับความร่วมมือในการจัดระเบียบชายแดนและปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ
- ในการเยือนครั้งนี้ ยังได้มีการหารือเต็มคณะ ที่นายรัฐมนตรี รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีกระทรวงต่าง ๆ ของทั้งสองประเทศเข้าร่วม ซึ่งทั้งสองฝ่ายยินดีกับความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิด การมีกลไกทวิภาคีที่มีประสิทธิภาพ และโอกาสครบรอบ 70 ปี ความสัมพันธ์ทางการทูตไทย - มาเลเซียในปีหน้า ทั้งยังเห็นพ้องจะส่งเสริมความร่วมมือในทุกมิติ ซึ่งครอบคลุมการค้า การลงทุน ความมั่นคงทางอาหาร สินค้าเกษตร การท่องเที่ยว เศรษฐกิจดิจิทัล และความมั่นคงทางพลังงาน ในฐานะที่มาเลเซียเป็นคู่ค้าอันดับที่ 1 ของไทยในอาเซียน เป็นประเทศที่มีนักท่องเที่ยวเดินทางมาไทยมากที่สุด และมีการเจริญเติบโตของเศรษฐกิจดิจิทัลอย่างรวดเร็ว ตลอดจนแลกเปลี่ยนความเห็นเกี่ยวกับพัฒนาการของสถานการณ์ในภูมิภาคและระหว่างประเทศ รวมถึงความร่วมมือในกรอบอาเซียน
- ไทยและมาเลเซียย้ำวิสัยทัศน์ร่วมกันที่จะส่งเสริมความมั่นคงและความเชื่อมโยงไร้รอยต่อบริเวณชายแดน ผ่านการพัฒนาและอำนวยความสะดวกในการสัญจรและการขนส่งสินค้าข้ามพรมแดน เพื่อความเป็นอยู่ที่ดีของประชาชนทั้งสองประเทศ รวมถึงการส่งเสริมการท่องเที่ยวระหว่างกัน โดยนายกรัฐมนตรีทั้งสองประเทศได้ร่วมเป็นสักขีพยานการแลกเปลี่ยนบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือด้านการเกษตรระหว่างกันด้วย
- นอกจากนี้ ในช่วงเช้าของวันที่ 10 กรกฎาคม 2569 (วันนี้) รองนายกรัฐมนตรีฯ ได้เข้าร่วมพิธีรับมอบความช่วยเหลือแบบให้เปล่าจากธนาคารพัฒนาเอเชีย หรือ ADB เพื่อสนับสนุนการบรรเทาผลกระทบและฟื้นฟูความเสียหายจากสถานการณ์มหาอุทกภัยในพื้นที่จังหวัดสงขลาก่อนหน้านี้ และได้ร่วมพิธีเปิดใช้งานถนนเชื่อมด่านศุลกากรสะเดา
แห่งใหม่ - ด่านบูกิตกายูฮิตัม ที่นายกรัฐมนตรีไทยและมาเลเซียเป็นประธานร่วมกันด้วย - ทั้งนี้ ถนนเชื่อมด่านศุลกากรนี้ เป็นสัญลักษณ์สะท้อนความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดระหว่างไทยกับมาเลเซีย และวิสัยทัศน์ร่วมกันต่อความเชื่อมโยงข้ามแดนต่อเนื่องหลายรูปแบบที่ไร้รอยต่อ อำนวยความสะดวกการเดินทางและการขนส่งข้ามแดน ลดความหนาแน่นของการสัญจรในด่านไทย - มาเลเซียที่มีปริมาณและมูลค่าการขนส่งสินค้าข้ามแดนจำนวนมากที่สุด โดยไทยและมาเลเซียยังให้ความสำคัญกับด่านศุลกากรระหว่างจังหวัดสตูลกับรัฐเปอร์ลิส และจังหวัดนราธิวาสกับรัฐกลันตัน เพื่อพัฒนาพื้นที่ภาคใต้ของไทยและภาคเหนือของมาเลเซียอย่างเต็มศักยภาพด้วย
- รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศมีกำหนดเข้าร่วมการประชุมอย่างไม่เป็นทางการระหว่างรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียนกับรัฐมนตรีต่างประเทศเมียนมา และการหารืออย่างไม่เป็นทางการแบบขยายเรื่องเมียนมา ที่กรุงเทพฯ
- ตามที่กระทรวงการต่างประเทศฟิลิปปินส์ได้เวียนข่าวสารนิเทศในช่วงเช้าของวันที่ 10 กรกฎาคม 2569 (วันนี้) รองนายกรัฐมนตรีฯ จะเข้าร่วมการประชุมอย่างไม่เป็นทางการระหว่างรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียนกับรัฐมนตรีต่างประเทศเมียนมา (Informal Meeting of ASEAN Foreign Ministers with the Foreign Minister of Myanmar) และการหารืออย่างไม่เป็นทางการแบบขยายเรื่องเมียนมา (Extended Informal Consultation on Myanmar) ซึ่งไทยเป็นเจ้าภาพ และนางสาวมาเรีย เทเรซ่า พี ลาซาโร่ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศฟิลิปปินส์ เป็นประธาน โดยการประชุมจะจัดขึ้นที่กรุงเทพฯ ในวันที่ 12 กรกฎาคม 2569 และจะมีรัฐมนตรีต่างประเทศหรือผู้แทนระดับสูงของประเทศสมาชิกอาเซียนเข้าร่วม รวมถึงรัฐมนตรีต่างประเทศเมียนมา
- การประชุมครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อเปิดโอกาสให้รัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียนและเมียนมาได้แลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นอย่างตรงไปตรงมาและสร้างความเข้าใจร่วมกันเกี่ยวกับสถานการณ์ในเมียนมา ตลอดจนหารือแนวทางในการส่งเสริมความพยายามร่วมกันของอาเซียนตามฉันทมติ 5 ข้อ (Five-Point Consensus) ให้เกิดผลเป็นรูปธรรม ทั้งนี้ เพื่อสนับสนุนสันติภาพและเสถียรภาพในเมียนมา
- นอกจากนี้ การประชุมนี้ ถือเป็นก้าวสำคัญในการกลับมามีปฏิสัมพันธ์กับเมียนมาอย่างค่อยเป็นค่อยไป อย่างมีหลักการ เพื่อผลักดันให้เกิดพัฒนาการในเชิงบวกที่เป็นรูปธรรมในเมียนมา ทั้งนี้ การประชุมมีลักษณะเป็นการหารืออย่างไม่เป็นทางการ และไม่มีผลเปลี่ยนแปลงจุดยืนหรือข้อตัดสินใจของอาเซียนเกี่ยวกับสถานการณ์ในเมียนมา
- พัฒนาการสถานการณ์ไทย – กัมพูชา
4.1 ข้อกล่าวหากรณีเหตุระเบิดในฝั่งกัมพูชา
- ตามที่ฝ่ายกัมพูชากล่าวหาว่า ทหารไทยโยนระเบิดมือเข้าไปยังที่ตั้งของกัมพูชาเมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม 2569 พร้อมทั้งมีการเผยแพร่ภาพกำลังพลกัมพูชาที่บาดเจ็บในสื่อสังคมออนไลน์ นั้น
- กองทัพบกและศูนย์ข่าวสารสถานการณ์ไทย - กัมพูชา (Joint Information Center on the Thailand – Cambodia Situation: JIC) ได้ออกมาชี้แจงข้อเท็จจริงแล้ว และเมื่อวันที่ 7 กรกฎาคม 2569 กระทรวงการต่างประเทศก็ได้ออกข่าวสารนิเทศในเรื่องนี้ด้วย ซึ่งจากการตรวจสอบข้อเท็จจริงพบว่า เหตุการณ์เกิดขึ้นในฝั่งกัมพูชา ไม่ได้เกิดจากการกระทำของฝ่ายไทย โดยประเมินว่าเกิดจากการที่กำลังพลชุดใหม่ของกัมพูชาขาดความชำนาญและไม่คุ้นเคยพื้นที่ จนอาจประสบเหตุเหยียบทุ่นระเบิดที่ตกค้างในพื้นที่
- ไทยยืนยันว่า การปฏิบัติหน้าที่ของทหารไทยอยู่ภายใต้คำสั่ง กฎการใช้กำลัง และถ้อยแถลงร่วมฯ ที่ทั้งสองฝ่ายลงนามเมื่อวันที่ 27 ธันวาคม 2568 อย่างเคร่งครัด โดยยึดมั่นในหลักความอดกลั้น ความโปร่งใส และความรับผิดชอบ
- ไทยเรียกร้องให้กัมพูชายุติการกล่าวหาโดยไม่มีหลักฐาน ซึ่งถือเป็นการขาดวิจารณญาณและบิดเบือนข้อมูล
ที่ก่อให้เกิดความเข้าใจผิดและแสดงถึงความไม่จริงใจในการแก้ไขปัญหาร่วมกัน
4.2 ข้อกล่าวหาว่าไทยรุกล้ำเขตแดนกัมพูชา
- ประเทศไทยเคารพและปฏิบัติตาม Joint Statement อย่างเคร่งครัด โดยเฉพาะข้อ 2 ที่กำหนดให้ทั้งสองฝ่ายคงการวางกำลังในพื้นที่ปัจจุบัน โดยไม่เคลื่อนย้ายกำลังหรือลาดตระเวนไปยังที่ตั้งของอีกฝ่าย
- การดำเนินการของไทยมีวัตถุประสงค์เพื่อรักษาความมั่นคงและความปลอดภัยของประชาชน ซึ่งอยู่ภายใต้กรอบของ Joint Statement ไทยจึงปฏิเสธข้อกล่าวหาของกัมพูชาที่ได้หยิบยกขึ้นกล่าวอ้างและเผยแพร่ซ้ำแล้วซ้ำเล่าในเวทีต่าง ๆ เกี่ยวกับเรื่องนี้อย่างสิ้นเชิง
- ไทยต้องการสันติภาพและพร้อมแก้ปัญหาด้วยการเจรจาผ่านกลไกทวิภาคี บนพื้นฐานข้อเท็จจริง ความจริงใจและสุจริตใจ การเคารพซึ่งกันและกัน และการปฏิบัติตามข้อตกลงของทั้งสองฝ่าย เพื่อลดความตึงเครียดและฟื้นฟูความไว้เนื้อเชื่อใจระหว่างสองประเทศ
- ขณะเดียวกัน กัมพูชามีพฤติกรรมย้อนแย้ง โดยในมุมหนึ่งอ้างว่ามุ่งมั่นจะแก้ไขปัญหากับไทย แต่ยังคงเดินสายให้ข้อมูลบิดเบือนเพื่อสร้างความเข้าใจผิดกับไทยต่อประชาคมระหว่างประเทศ ทำให้เกิดข้อสงสัยต่อเจตนาที่แท้จริงของกัมพูชา
4.3 ความคืบหน้ากระบวนการประนอมภาคบังคับ
- ไทยได้แจ้งตอบรับเข้าร่วมกระบวนการประนอมภาคบังคับภายใต้อนุสัญญา UNCLOS เมื่อวันที่ 19 มิถุนายน 2569 โดยขณะนี้ ผู้ประนอมทั้ง 4 คน ที่ได้รับการแต่งตั้ง โดยทั้งสองฝ่ายยังคงอยู่ระหว่างการคัดเลือกผู้ประนอมคนที่ 5 เพื่อทำหน้าที่ประธานคณะกรรมาธิการประนอม
- คุณสมบัติของประธานฯ จะต้องเป็นผู้มีความเชี่ยวชาญเป็นที่ยอมรับและมีความเป็นกลาง มีความรู้เชิงลึกทั้งด้านการทูต กฎหมายระหว่างประเทศ และกฎหมายทะเล และควรมีความเข้าใจสถานะความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับกัมพูชาอย่างรอบด้าน เพื่อหาจุดสมดุลที่ทั้งสองฝ่ายรับได้
- ไทยตัดสินใจเข้าร่วมกระบวนการประนอมในฐานะรัฐสมาชิกที่เคารพในกฎหมายระหว่างประเทศและกติกาสากล โดยคณะเจรจาฝ่ายไทย ซึ่งประกอบด้วยผู้แทนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่าง ๆ จะปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มความสามารถ ด้วยความเป็นมืออาชีพ และยึดผลประโยชน์สูงสุดของชาติเป็นสำคัญ
- กระทรวงการต่างประเทศได้พยายามสื่อสารข้อมูลและให้ความรู้เกี่ยวกับเรื่องนี้ ซึ่งสามารถติดตามได้จากทางช่องทางทางการและสื่อสังคมออนไลน์ของกระทรวงฯ และจะออกมาแจ้งความคืบหน้าในเรื่องกระบวนการประนอมนี้เป็นระยะต่อไป
สามารถรับชมได้ที่ https://fb.watch/Igys_snXin/?
TOP
กระทรวงการต่างประเทศ
Ministry of Foreign Affairs
Ministry of Foreign Affairs
443 ถนนศรีอยุธยา แขวงทุ่งพญาไท เขตราชเทวี กรุงเทพมหานคร 10400
วันทำการ : จันทร์ - ศุกร์ เวลา 08.30 - 16.30 น.
(ยกเว้นวันหยุดนักขัตฤกษ์)
งานรับ-ส่งหนังสือ และงานสารบรรณ:
อีเมล [email protected]
เว็บไซต์นี้ได้รับการออกแบบเพื่ออำนวยความสะดวกให้ทุกคนเข้าถึงเว็บไซต์ได้และมีมาตรฐาน WCAG 2.0 ระดับ AA
** เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุดควรใช้ Chrome เวอร์ชั่น 76 ขึ้นไป **
เบอร์ติดต่อ : 0-2203-5000
โทรสาร : 02-643-5018
Copyright © 2012-2014 Ministry of Foreign Affairs, Kingdom of Thailand. All rights reserved.
Ministry of Foreign Affairs Sri Ayudhya Road, Bangkok 10400 Thailand Tel. 0-2203-5000 Thailand.
Ministry of Foreign Affairs Sri Ayudhya Road, Bangkok 10400 Thailand Tel. 0-2203-5000 Thailand.