สรุปการแถลงข่าวประจำสัปดาห์ วันที่ ๒๑ พฤษภาคม ๒๕๖๔ เวลา ๑๐.๐๐ น.
สรุปการแถลงข่าวประจำสัปดาห์ วันที่ ๒๑ พฤษภาคม ๒๕๖๔ เวลา ๑๐.๐๐ น.
วันที่นำเข้าข้อมูล 21 พ.ค. 2564
วันที่ปรับปรุงข้อมูล 30 พ.ย. 2565
สรุปการแถลงข่าวประจำสัปดาห์
วันที่ ๒๑ พฤษภาคม ๒๕๖๔ เวลา ๑๐.๐๐ น.
ผ่านการถ่ายทอดสดทาง Facebook กระทรวงการต่างประเทศ
- จากสถานการณ์ความรุนแรงระหว่างอิสราเอลกับปาเลสไตน์ บริเวณฉนวนกาซา จากการโจมตีโดยกลุ่มฮามัสในเมืองเอชโคล (Eshkol) ของอิสราเอล เมื่อช่วงบ่ายของวันที่ ๑๘ พฤษภาคม ๒๕๖๔ ส่งผลให้แรงงานไทยในอิสราเอล ซึ่งพักอาศัยในนิคมเกษตรกรรมโมซาฟ โอฮัด เสียชีวิตจำนวน ๒ ราย และได้รับบาดเจ็บจำนวน ๘ ราย ถือเป็นเหตุการณ์ที่ส่งผลกระทบต่อแรงงานไทยมากที่สุด นับตั้งแต่เกิดเหตุการณ์ความขัดแย้งระหว่างอิสราเอลกับปาเลสไตน์ ตั้งแต่ในอดีตจนถึงปัจจุบัน
- ในนามของกระทรวงการต่างประเทศ ผมขอแสดงความเสียใจต่อเหตุการณ์และความสูญเสียที่เกิดขึ้น กับคนไทยจากเหตุการณ์ดังกล่าว และขอเป็นกำลังใจให้แก่ครอบครัวผู้สูญเสีย และต่อคนไทยและแรงงานไทยในการฟันฝ่าอุปสรรคในครั้งนี้
๑. รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศหารือกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศนิวซีแลนด์และเวียดนาม
๑.๑ การหารือกับนางนาไนอา มาฮูทา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศนิวซีแลนด์ เมื่อวันที่ ๑๒ พฤษภาคม ๒๕๖๔ ในโอกาสที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศนิวซีแลนด์เข้ารับหน้าที่
- ทั้งสองฝ่ายได้หารือกระชับความร่วมมือทวิภาคี โดยเฉพาะด้านการศึกษา แลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นต่อสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-๑๙ และหารือกรอบความร่วมมือในภูมิภาค โดยไทยสนับสนุนความตั้งใจของนิวซีแลนด์ที่จะเข้าเป็นหุ้นส่วนเพื่อการพัฒนาในกรอบความร่วมมือทางเศรษฐกิจอิรวดี - เจ้าพระยา – แม่โขง (ACMECS) ขณะที่นิวซีแลนด์สนับสนุนแนวทางการพัฒนาเศรษฐกิจชีวภาพ-เศรษฐกิจหมุนเวียน-เศรษฐกิจสีเขียว (ฺBCG) ที่ไทยจะผลักดันในระหว่างการเป็นเจ้าภาพเอเปคของไทยในปี ๒๕๖๕
- นิวซีแลนด์ชื่นชมและสนับสนุนบทบาทของไทยและอาเซียน โดยเฉพาะฉันทามติ ๕ ข้อ เพื่อนำไปสู่การแก้ไขปัญหาในเมียนมาอย่างสันติ
๑.๒ การหารือกับนายบุ่ย แทงห์ เซิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศเวียดนาม เมื่อวันที่ ๑๙ พฤษภาคม ๒๕๖๔ ในโอกาสที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศเวียดนามเข้ารับหน้าที่
- ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องที่จะกระชับความร่วมมือในฐานะ “หุ้นส่วนยุทธศาสตร์ที่เข้มแข็ง” ให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น และได้หารือเกี่ยวกับแผนการจัดกิจกรรมเพื่อฉลองการครบรอบ ๔๕ ปี ความสัมพันธ์ไทย – เวียดนามในปี ๒๕๖๔ นี้
- ทั้งสองฝ่ายให้ความสำคัญกับการส่งเสริมความร่วมมือด้านเศรษฐกิจ ขยายการค้าการลงทุน และผลักดันให้เศรษฐกิจของทั้งสองประเทศมีความเชื่อมโยงกันมากยิ่งขึ้น โดยไทยมีการลงทุนในเวียดนามมูลค่าสูงสุดเป็นลำดับที่ ๙ ของการลงทุนไทยในต่างประเทศ
- ฝ่ายไทยขอบคุณฝ่ายเวียดนามที่อำนวยความสะดวกแก่นักลงทุนไทยด้วยดี ซึ่งที่ผ่านมา ภาคเอกชนไทยมีบทบาทในการสนับสนุนการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของเวียดนาม และได้ชื่นชมบทบาทของเวียดนามในการเป็นประธานคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติช่วงเดือนเมษายน ๒๕๖๔ โดยฝ่ายเวียดนามได้แสดงความพร้อมที่จะร่วมมือกับไทยอย่างใกล้ชิดในโอกาสที่ไทยจะเป็นเจ้าภาพการประชุมเอเปคในปี ๒๕๖๕
๒. ไทยเป็นเจ้าภาพจัดการประชุม OECD Southeast Asia Regional Forum 2021
- เมื่อวันที่ ๒๐ พฤษภาคม ๒๕๖๔ กระทรวงการต่างประเทศ ร่วมกับองค์การเพื่อความร่วมมือและการพัฒนาทางเศรษฐกิจ (Organisation for Economic Co-operation and Development - OECD) เป็นเจ้าภาพจัดงาน OECD Southeast Asia Regional Forum 2021 ภายใต้หัวข้อ การพัฒนาทุนมนุษย์เพื่อเสริมสร้างศักยภาพและการแข่งขันอย่างยั่งยืนในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (Human Capital Development in Southeast Asia: Fostering Competitiveness to Build Back Better) อันเป็นประเด็นสำคัญอย่างยิ่งต่อการพัฒนาประเทศและพัฒนาภูมิภาค
- นายดอน ปรมัตถ์วินัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ได้กล่าวเปิดการประชุม โดยแสดงมุมมองที่เน้นการส่งเสริมความร่วมมือด้านการพัฒนาทุนมนุษย์เพื่อฟื้นฟูหลังโควิด-๑๙ อย่างเข้มแข็งและยั่งยืน ดังนี้ (๑) การพัฒนาทักษะที่จำเป็นเพื่อรองรับเศรษฐกิจสีเขียว (๒) การเพิ่มทักษะการเป็นผู้ประกอบการดิจิทัลของ SMEs ในระบบเศรษฐกิจดิจิทัล (๓) การพัฒนาทักษะกลุ่มเปราะบางอย่างครอบคลุมเพื่อรองรับการเข้าสู่สังคมผู้สูงวัย และ (๔) การแลกเปลี่ยนประสบการณ์ด้านการเปลี่ยนผ่านสู่สังคมคาร์บอนต่ำและโมเดลเศรษฐกิจ BCG เพื่อการอนุรักษ์สภาพแวดล้อมอย่างยั่งยืน
- ไทยจะนำผลของการประชุมดังกล่าวไปผลักดันเพื่อขับเคลื่อนให้มีผลเป็นรูปธรรม อาทิ การจัดทำแพลตฟอร์มดิจิทัลสำหรับการฝึกอบรมทักษะสีเขียวในหลักสูตรอาชีวศึกษา และพัฒนาฐานข้อมูลเกี่ยวกับทักษะและการจ้างงานสีเขียว
๓. ผลการประชุมเจ้าหน้าที่อาวุโสอาเซียน-จีน
- เมื่อวันที่ ๑๘ พฤษภาคม ๒๕๖๔ นายธานี ทองภักดี ปลัดกระทรวงการต่างประเทศเข้าร่วมการประชุมเจ้าหน้าที่อาวุโสอาเซียน-จีน ครั้งที่ ๒๗ ผ่านระบบทางไกล โดยมีนายอู๋ เจียงฮ่าว ผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของจีนเข้าร่วม
- ที่ประชุมฯ ได้หารือถึงพัฒนาการความร่วมมืออาเซียน-จีนในมิติต่าง ๆ อาทิ การรับมือกับสถานการณ์โควิด-๑๙ ความมั่นคง การฟื้นฟูเศรษฐกิจ และการแลกเปลี่ยนระหว่างประชาชน รวมทั้ง ได้หารือถึงการจัดกิจกรรมเพื่อเฉลิมฉลองวาระครบรอบ ๓๐ ปีของความสัมพันธ์อาเซียน-จีน ในปีนี้ และเห็นพ้องที่จะจัดการประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียน-จีน สมัยพิเศษ และการประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศในกรอบความร่วมมือแม่โขง-ล้านช้าง ครั้งที่ ๖ ในเดือนมิถุนายน ๒๕๖๔ ที่นครฉงชิ่ง ซึ่งรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศจะไปเข้าร่วม ตลอดจนการจัดกิจกรรมและโครงการภายใต้ปีแห่งความร่วมมือด้านการพัฒนาที่ยั่งยืนอาเซียน-จีนในปี ๒๕๖๔ – ๒๕๖๕
- ไทยในฐานะผู้ประสานงานของอาเซียนด้านการพัฒนาที่ยั่งยืน ได้ผลักดันให้อาเซียนและจีนขยายความร่วมมือที่เป็นรูปธรรม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านการขจัดความยากจน ความมั่นคงทางอาหาร การจัดการภัยพิบัติ และการปกป้องสิ่งแวดล้อม รวมทั้งเชิญชวนให้จีนดำเนินความร่วมมือกับอาเซียนผ่านศูนย์อาเซียนเพื่อการศึกษาและการหารือด้านการพัฒนาที่ยั่งยืน ซึ่งตั้งอยู่ที่กรุงเทพฯ โดยไทยจะเป็นเจ้าภาพจัดกิจกรรมเพื่อส่งเสริมความร่วมมือด้านการพัฒนาที่ยั่งยืนอาเซียน-จีน ในเดือนสิงหาคม ๒๕๖๔ ที่จังหวัดเชียงราย
- ไทยได้เสนอแนวทางเพื่อการฟื้นฟูเศรษฐกิจระดับภูมิภาค โดยสนับสนุนให้ความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค หรือ RCEP มีผลบังคับใช้โดยเร็ว รวมทั้งย้ำความสำคัญของความร่วมมือด้านดิจิทัล ครอบคลุมทั้งการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและการเสริมสร้างทักษะและขีดความสามารถด้านดิจิทัลของผู้ประกอบการรายย่อย และเชิญชวนให้อาเซียนและจีนแสวงหาความร่วมมือตามโมเดลเศรษฐกิจ BCG
- และในวันที่ ๒๑ พฤษภาคม ๒๕๖๔ เวลา ๑๙.๐๐ น. (เวลาไทย) ปลัดกระทรวงการต่างประเทศ จะเป็นประธานฝ่ายไทย ในการประชุมยุทธศาสตร์ไทย-สหรัฐฯ ครั้งที่ ๗ (Thai-U.S. Strategic Dialogue) ผ่านระบบการประชุมทางไกลอีกด้วย
๔. การดูแลช่วยเหลือคนไทยในอิสราเอล
- ตั้งแต่เกิดสถานการณ์ความรุนแรงในอิสราเอลและปาเลสไตน์ สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงเทลอาวีฟ ได้ประกาศเตือนคนไทยที่พำนักในพื้นที่ให้เพิ่มความระมัดระวัง แจ้งแนวการปฏิบัติตนเมื่อได้ยินเสียงไซเรนแจ้งเตือนภัย และประสานงานกับหัวหน้าแรงงานไทยในพื้นที่ต่าง ๆ ทั่วประเทศอิสราเอล เพื่อติดตามผลกระทบต่อไปคนไทยอย่างใกล้ชิดมาโดยตลอด
- ปัจจุบัน มีแรงงานไทยในอิสราเอลประมาณ ๒๕,๐๐๐ คน โดยส่วนใหญ่ทำงานในชุมชนและนิคมการเกษตร และมีแรงงานไทยที่ทำงานอยู่ใกล้กับฉนวนกาซาประมาณ ๔,๐๐๐ คน ซึ่งเอกอัครราชทูตฯ ได้จัดกิจกรรมกงสุลสัญจร จัดเที่ยวบินกลับประเทศไทย รวมถึงจัดกิจกรรมทางศาสนา และเยี่ยมพบปะเพื่อสร้างกำลังใจให้คนไทยในอิสราเอลมาโดยตลอด
ผลกระทบต่อคนไทยและการดูแลของสถานเอกอัครราชทูตฯ
- ตามที่ปรากฏเป็นข่าวในสื่อมวลชนแล้วว่า มีพี่น้องคนไทยที่ไปทำงานในอิสราเอลเสียชีวิตจำนวน ๒ ราย และได้รับบาดเจ็บจำนวน ๘ ราย จากเหตุการณ์เมื่อวันที่ ๑๘ พฤษภาคม ๒๕๖๔ โดยผู้ที่ได้รับบาดเจ็บนั้น ประกอบด้วยผู้มีอาการสาหัส ๒ ราย และผู้บาดเจ็บเล็กน้อย ๖ ราย ได้รับการรักษาที่โรงพยาบาล Soroka เมือง Beer Sheva โดยผู้ได้รับบาดเจ็บ ๗ รายได้รับการอนุญาตให้ออกจากโรงพยาบาลแล้ว ยังมีผู้ได้รับบาดเจ็บสาหัสอีก ๑ รายที่ยังอยู่ระหว่างการรักษา
- ขณะนี้ สถานเอกอัครราชทูตฯ อยู่ระหว่างการติดตามความคืบหน้าเรื่องการส่งศพผู้เสียชีวิตทั้ง ๒ รายกลับประเทศไทย โดยได้ประสานกับบริษัทที่รับผิดชอบดูแลการส่งศพอย่างต่อเนื่อง โดยบริษัทจะดำเนินการส่งศพกลับประเทศไทยในโอกาสแรกหลังจากสถาบันนิติเวชของอิสราเอลอนุมัติให้นำศพออกจากสถาบันได้ ทั้งนี้ เนื่องจากแรงงานทั้งสองรายมีประกันสุขภาพที่ทำกับอิสราเอล จึงจะไม่มีค่าใช้จ่ายใด ๆ คาดว่าจะส่งศพกลับประเทศไทยได้ในวันที่ ๒๖ พฤษภาคม ๒๕๖๔
- นอกจากนี้ สถานเอกอัครราชทูตฯ ได้ประสาน ติดตามสิทธิประโยชน์ รวมทั้งเงินชดเชยที่ผู้เสียชีวิตและผู้ที่ได้รับบาดเจ็บพึงได้รับจากสถาบันประกันแห่งชาติ (National Insurance Institute) ของอิสราเอล และยังจะได้รับเงินจากกองทุนเพื่อช่วยเหลือคนหางานไปทำงานต่างประเทศโดยกระทรวงแรงงานต่อไป
- เอกอัครราชทูตฯ ได้โทรศัพท์หาผู้บาดเจ็บและสามีของผู้บาดเจ็บ เพื่ออวยพรให้ฟื้นตัวจากอาการบาดเจ็บโดยเร็ว พร้อมขอให้มีขวัญและกำลังใจเพื่อผ่านอุปสรรคในครั้งนี้
- ขณะนี้ ผู้บาดเจ็บได้ย้ายไปพักอาศัย ณ แคมป์แรงงานไทยใกล้เคียงกับบริเวณเดิมที่ถูกโจมตี โดยสถานเอกอัครราชทูตฯ ได้ย้ำกับนายจ้างให้จัดหาที่พักที่ปลอดภัย เหมาะสมและอยู่ใกล้กับ Shelter ให้แรงงานกลุ่มนี้ด้วย
- นอกจากนี้ สถานเอกอัครราชทูตฯ ยังได้ติดต่อผู้ประสานงานนักศึกษาไทยที่เข้าร่วมโครงการศึกษาด้านพืชศาสตร์ในเขตอราวา ซึ่งปีนี้ มีนักศึกษาไทยเข้าร่วมโครงการนี้จำนวน ๘๐ คน ทราบว่านักศึกษาไทยทุกคนปลอดภัยดี
ปฏิกิริยาของฝ่ายอิสราเอล
- เมื่อวันที่ ๑๙ พฤษภาคม ๒๕๖๔ นายเบนจามิน เนทันยาฮู นายกรัฐมนตรีอิสราเอล และพลโท Gabi Ashkenazi รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศอิสราเอล ได้กล่าวแสดงความเสียใจต่อ เอกอัครราชทูต ณ กรุงเทลอาวีฟ ต่อกรณีการเสียชีวิตของแรงงานไทยทั้ง ๒ ราย ก่อนจะเริ่มการบรรยายสรุปสถานการณ์สำหรับนักการทูตต่างประเทศในอิสราเอล โดยเอกอัครราชทูตฯ ได้ใช้โอกาสนี้ ขอต่อนายกรัฐมนตรีอิสราเอลโดยตรง โดยขอทราบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น และขอให้ทางการอิสราเอลช่วยดูแลความปลอดภัยของแรงงานไทย ซึ่งนายกรัฐมนตรีอิสราเอลได้มอบหมายทุกหน่วยงานในพื้นที่ ให้ดูแลพลเมืองทั้งหมด รวมถึงแรงงานไทย
- นอกจากนี้ เมื่อวันที่ ๒๐ พฤษภาคม ๒๕๖๔ รัฐบาลอิสราเอลได้ตีพิมพ์ประกาศข้อความแสดงความเสียใจในนามนายกรัฐมนตรีอิสราเอล รัฐบาลอิสราเอล และประชาชนอิสราเอล ต่อการเสียชีวิตของแรงงานไทยทั้ง ๒ ราย ในหนังสือพิมพ์ท้องถิ่น ๒ ฉบับ ซึ่งเป็นหนังสือพิมพ์ที่ได้รับความนิยมแพร่หลายในอิสราเอล
- ล่าสุด กระทรวงการต่างประเทศได้รับแจ้งจากแรงงานไทยในพื้นที่ ว่าทางอิสราเอลได้จัดส่งบังเกอร์เคลื่อนที่ไปยังนิคมเกษตรต่าง ๆ ที่แรงงานไทยทำงานอยู่เพิ่มเติมด้วย
คำแนะนำสำหรับคนไทย
- กระทรวงการต่างประเทศขอให้พี่น้องชาวไทยในอิสราเอลทุกท่านติดตามข้อมูลข่าวสาร ปฏิบัติตามมาตรการของทางการอิสราเอลอย่างเคร่งครัด และเมื่อมีเสียงไซเรนเตือนภัย ขอให้ทุกท่านรีบเข้าหลบภัยในสถานที่หลบภัยโดยเร็ว
- นอกจากนี้ กระทรวงการต่างประเทศได้เตรียมแผนอพยพคนไทยออกจากอิสราเอลไว้แล้ว หากมีความจำเป็น โดยในชั้นนี้ มีคนไทย ๕ คนที่แสดงความประสงค์ที่จะเดินทางกลับไทย ซึ่งสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงเทลอาวีฟ ได้ประสานจัดเที่ยวบินเพื่อนำคนไทยกลับประเทศในวันที่ ๒๕ พฤษภาคม ๒๕๖๔ และหากแรงงานไทยท่านใด ประสงค์จะขอย้ายออกจากพื้นที่อันตราย สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงเทลอาวีฟ ยินดีที่จะช่วยประสานให้ตามที่ร้องขอด้วยเช่นกัน ซึ่งล่าสุด สถานเอกอัครราชทูตฯ ได้ประสานย้ายแรงงานไทย ๙ คน จากนิคมอุตสาหกรรม Nativ HaAsara ออกไปยังพื้นที่ปลอดภัย ห่างจากพรมแดนประมาณ ๓ กิโลเมตร
- ในกรณีฉุกเฉินและต้องการความช่วยเหลือ ติดต่อสถานเอกอัครราชทูตฯ ได้ที่ ๐๕๔-๖๓๖-๘๑๕๐ หรือ inbox ข้อความมาที่เฟซบุ๊กสถานเอกอัครราชทูตฯ "Royal Thai Embassy, Tel Aviv" หรือ "ทุกเรื่องเมืองยิว”
๕. สถานการณ์การลับลอบเข้าเมือง/เคลื่อนย้ายแรงงานโดยผิดกฏหมาย และการอำนวยความสะดวกการเดินทางเข้าประเทศไทยผ่านด่านทางบกและทางน้ำ
- เพื่อสกัดกั้นการแพร่ระบาดของโควิด-๑๙ ศูนย์ปฏิบัติการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินด้านความมั่นคง (ศปม.) ได้ดำเนินการอย่างเคร่งครัดในการสกัดกั้นการลักลอบเข้าเมืองและการเคลื่อนย้ายแรงงานโดยผิดกฎหมายเข้ามายังราชอาณาจักรผ่านชายแดนทางบกติดกับประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งอาจมีการนำเชื้อสายพันธุ์อื่นเข้ามายังไทยด้วย
- โดยตั้งแต่วันที่ ๑ มกราคม – ๒๐ พฤษภาคม ๒๕๖๔ มีการจับกุมชาวไทยและชาวต่างชาติจากประเทศเพื่อนบ้านที่ลักลอบเข้าเมืองผิดกฎหมายได้ถึง ๑๗,๖๒๗ คน แบ่งเป็นชาวไทย ๑,๘๕๓ คน ชาวเมียนมา ๗,๓๖๕ คน ชาวกัมพูชา ๕,๔๖๔ คน ชาว สปป.ลาว ๑,๐๘๙ คน และชาวมาเลเซีย ๓๓ คน
- กระทรวงการต่างประเทศจึงขอประชาสัมพันธ์ย้ำว่า ก่อนการเดินทางเข้าประเทศไทย คนไทยจะต้องลงทะเบียนขอรับหนังสือรับรองสำหรับการเดินทางเข้าประเทศไทย (Certificate of Entry-COE) จากสถานเอกอัครราชทูตและสถานกงสุลใหญ่ก่อนทุกครั้ง โดยสามารถลงทะเบียนผ่านเว็บไซต์ mfa.go.th โดยจุดผ่านแดนถาวรทางบกจะเปิดสำหรับการเดินทางเข้าประเทศสำหรับชาวไทยจาก ๔ ประเทศเพื่อนบ้าน ทุกวันจันทร์ พุธ และศุกร์
- สำหรับการขอเดินทางเข้าไทยผ่านด่านทางน้ำหรือเข้าประเทศทางเรือ แบ่งเป็น
- กรณีลูกเรือที่เป็นคนไทย จะต้องลงทะเบียนขอ COE ก่อนเดินทางเข้าไทย
- กรณีลูกเรือที่ไม่ใช่คนไทย ไม่อนุญาตให้เข้าประเทศ ยกเว้นเพียงบางกรณีที่เกี่ยวข้องกับมนุษยธรรมและเศรษฐกิจ ได้แก่
- ผู้ควบคุมเรือและลูกเรือของเรือสำราญและกีฬา (เรือยอร์ช) เป็นคนที่เข้ามากับเรือยอร์ช เพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจของประเทศ กรณีนี้ต้องขอตรวจลงตรา (visa) และ COE ผ่านกระทรวงการต่างประเทศก่อน และจะต้องผ่านกระบวนการกักตัวตรวจหาเชื้อระหว่างลอยลำกลางทะเล ๑๔ วัน
- กรณีมนุษยธรรม ที่ลูกเรือสินค้าที่ปฏิบัติหน้าที่บนเรือมานานเกิน ๑๒ เดือนขอใช้สิทธิผ่านประเทศไทยเพื่อเดินทางกลับประเทศโดยทันที
- ส่วนเรือสินค้าเข้าออกประเทศไทย จะได้รับอนุญาตให้เข้ามาจอดได้ตามระยะเวลาที่กำหนดและรีบกลับออกไปโดยห้ามลูกเรือลงจากเรือ
- นอกเหนือจากกรณีข้างต้น ต้องแจ้งขออนุญาตเป็นการเฉพาะรายต่อ ศปก.ศบค.เท่านั้น
๖. สถานการณ์ชายแดนไทย-เมียนมา และการดูแลช่วยเหลือคนไทยในพื้นที่และผู้หนีภัยความไม่สงบจากเมียนมา
- ล่าสุด มีผู้หนีภัยความไม่สงบชาวเมียนมา จำนวน ๑,๕๖๙ คน (สถานะวันที่ ๒๑ พ.ค. ๒๕๖๔ เวลา ๐๗.๐๐ น.) ข้ามมายังฝั่งไทย ตั้งแต่วันที่ ๒๘ เมษายน ๒๕๖๔ ซึ่งฝ่ายไทยจัดให้อยู่ในพื้นที่ปลอดภัยชั่วคราว ๔ แห่ง บริเวณ อ.แม่สะเรียง และ อ.สบเมย จ.แม่ฮ่องสอน โดยในจำนวนนี้ มีผู้หนีภัยฯ ได้รับบาดเจ็บจากความไม่สงบจำนวน ๔ ราย ซึ่งฝ่ายไทยได้ให้ความช่วยเหลือรักษาพยาบาลตามหลักมนุษยธรรม นำส่งโรงพยาบาลใน จ.แม่ฮ่องสอน ซึ่งปัจจุบัน ยังรักษาตัวอยู่ ๒ ราย อีก ๒ รายออกจากโรงพยาบาลแล้ว
- ส่วนราษฎรไทย ที่ได้รับผลกระทบจากการสู้รบในเมียนมา ซึ่งได้อพยพเข้ามาพักในพื้นที่รวบรวมพลเรือน ยังคงเหลืออยู่จำนวน ๑๕๓ คน โดยอยู่ในความดูแลของหน่วยงานในพื้นที่
๗. การเปิดเส้นทางการส่งออกผลไม้ไทยไปจีนผ่านด่านตงซิง ทางตอนใต้ของจีน
- กระทรวงการต่างประเทศได้รับรายงานจากสถานกงสุลใหญ่ ณ นครหนานหนิง ซึ่งดูแลเขตปกครองตนเองกว่างซีจ้วง (กว่างซี) ทางตอนใต้ของจีนว่า สำนักงานศุลกากรแห่งชาติจีน ได้ประกาศให้ด่านทางบกตงซิง สามารถนำเข้าผลไม้จากต่างประเทศได้ ตั้งแต่วันที่ ๒๙ เมษายน ๒๕๖๔ เป็นต้นไป เป็นโอกาสให้ผู้ประกอบการไทยใช้เป็นทางเลือกในการส่งออกผลไม้ไทยเข้าสู่ตลาดจีนได้อีกทางหนึ่ง
- ด่านทางบกตงซิงแห่งนี้ตั้งอยู่ที่ชายแดนจีนกับเวียดนาม ในเมืองตงซิง ของเขตฯ กว่างซี ในฝั่งจีน ตรงข้ามกับด่านม๊องก๋าย จังหวัดกว่างนิงห์ ของเวียดนาม ห่างจากกรุงฮานอย ไปทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือราว ๓๐๐ กิโลเมตร
- เมื่อวันที่ ๑๑ พฤษภาคม ๒๕๖๔ ได้มีการประเดิมส่งออกทุเรียนปฐมฤกษ์เพื่อทดลองนำร่องการขนส่งผ่านด่านตงชิง จำนวน ๗ ตู้คอนเทนเนอร์ ปริมาณรวม ๑๑๖.๒ ตัน มูลค่ากว่า ๔ ล้านหยวน (ประมาณ ๒๐ ล้านบาท) การขนส่งเป็นไปอย่างราบรื่น โดยผู้ประกอบการจีนได้ทำการต้อนรับตู้ทุเรียนตู้แรกของไทย ณ ตลาดการค้าสินค้าเกษตรฟู่หมินตงซิง กว่างซี ในวันที่ ๑๒ พฤษภาคม ๒๕๖๔ และในวันที่ ๑๔ พฤษภาคม ๒๕๖๔ เทศบาลเมืองตงซิงจึงได้จัดพิธีต้อนรับผลไม้ไทยล็อตแรก และแถลงข่าวการนำเข้าผลไม้ไทยมายังประเทศจีนผ่านด่านทางบกตงซิง
- การขนส่งจากไทยผ่านด่านทางบกตงซิงใช้เวลา ๒ วัน เป็นช่องทางใหม่ที่สามารถหลีกเลี่ยงปัญหาการกระจุกตัวของรถบรรทุกบริเวณนอกด่านโหย่วอี้กวาน ซึ่งเป็นด่านดั้งเดิมระหว่างจีนกับเวียดนาม ซึ่งอาจส่งผลให้ผลไม้สดได้รับความเสียหายได้
๘. ประชาสัมพันธ์
๘.๑ การฉีดวัคซีนให้นักเรียน/นักศึกษาไทยที่จะไปศึกษาต่อในต่างประเทศ
- ขอประชาสัมพันธ์เกี่ยวกับการฉีดวัคซีนสำหรับนักเรียน/นักศึกษาไทย อายุ ๑๘ ปีขึ้นไป ที่มีกำหนดเดินทางไปศึกษาต่อในต่างประเทศ กระทรวงการต่างประเทศได้ดำเนินการตามนโยบายของนายกรัฐมนตรี และรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ โดยได้ร่วมกับกระทรวงสาธารณสุขและจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เปิดรับลงทะเบียนฉีดวัคซีนให้นักเรียน/นักศึกษาไทยที่จะเดินทางไปศึกษาต่อในต่างประเทศ โดยสามารถกรอกข้อมูลได้ทางเว็บไซต์ http://bit.ly/2RAk6FZ ตั้งแต่วันนี้ ถึงวันที่ ๓๐ พฤษภาคม ๒๕๖๔ และสามารถไปรับการฉีดวัคซีนได้ ณ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในวันที่ ๓ - ๔ มิถุนายน ๒๕๖๔
- หากมีคำถามเพิ่มเติม สามารถติดต่อได้ที่ ๐๒-๕๗๔-๘๔๔๒ หรือทางอีเมล์ [email protected]
๘.๒ รายการ Spokesman Live!!!
- ในวันศุกร์ที่ ๒๑ พ.ค. ๒๕๖๔ เวลา ๑๕.๓๐-๑๖.๐๐ น. ขอเชิญติดตาม รายการ คุยรอบโลกกับโฆษก กต. - Spokesman Live!!! จะสัมภาษณ์ รศ.ดร. ปิติ ศรีแสงนาม ผู้อำนวยการศูนย์เศรษฐกิจระหว่างประเทศ คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย หัวข้อ "CPTPP : โอกาสและความท้าทายของไทย"
- สามารถติดตามชมได้ที่ Facebook “กระทรวงการต่างประเทศ” และ “Saranrom Radio”
๘.๓ รายการบันทึกสถานการณ์ และ MFA Update
- วันพฤหัสบดีที่ ๒๐ พ.ค.๒๕๖๔ เวลา ๐๘.๓๐ - ๐๘.๔๕ น. รายการ “บันทึกสถานการณ์” ทาง FM 92.5 (ภาษาไทย) ได้สัมภาษณ์นายบุญญฤทธิ์ วิเชียรพันธุ์ ผอ. กองลาตินอเมริกา กรมอเมริกาและแปซิฟิกใต้ หัวข้อ "เปิดโลกความสัมพันธ์ ไทย-ลาตินอเมริกา ผ่าน DLA MAGAZINE นิตยสารออนไลน์ภาษาไทย" สามารถรับฟังย้อนหลังได้ที่ Facebook “สถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย”
- ในวันศุกร์ที่ ๒๑ พ.ค. ๒๕๖๔ เวลา ๐๘.๐๕ รายการ “MFA Update” FM 88.0 (ภาษาอังกฤษ) ได้สัมภาษณ์นายณัฐภาณุ นพคุณ รองอธิบดีกรมสารนิเทศ และรองโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ ในหัวข้อ “Covid-19 Monthly Update” สามารถติดตามรับฟังย้อนหลังได้ทาง Facebook “FM 88 Radio Thailand English”
๘.๔ งานเสวนาพิเศษออนไลน์ "ข้อควรรู้สำหรับนักเรียน/นักศึกษาและผู้ปกครองเพื่อเตรียมตัวไปศึกษาต่อที่สหราชอาณาจักรในช่วงหลังสถานการณ์โควิด-๑๙" จัดโดยสถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงลอนดอน
- ในวันศุกร์ที่ ๒๘ พฤษภาคม ๒๕๖๔ เวลา ๑๕.๐๐ - ๑๗.๐๐ น. (ตามเวลาประเทศไทย) สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงลอนดอน จะจัดการเสวนาพิเศษออนไลน์ "ข้อควรรู้สำหรับนักเรียน/นักศึกษาและผู้ปกครองเพื่อเตรียมตัวไปศึกษาต่อที่สหราชอาณาจักรในช่วงหลังสถานการณ์ COVID-19" โดยบรรยายในหัวข้อที่น่าสนใจต่าง ๆ อาทิ แนวทางของรัฐบาลสหราชอาณาจักรในการจัดการโควิด-๑๙ ในสถานศึกษา ข้อกำหนดเกี่ยวกับพิธีตรวจคนเข้าเมือง ข้อควรรู้เกี่ยวกับการพำนักในสหราชอาณาจักร ขั้นตอนเกี่ยวกับการเดินทางกลับประเทศไทย และบริการด้านกงสุลของสถานเอกอัครราชทูต
- นักเรียนนักศึกษาและผู้ที่สนใจ สามารถเข้าร่วมรับฟังทางโปรแกรม Zoom โดยลงทะเบียนล่วงหน้าผ่านลิ้งก์ https://forms.gle/HhFnRCEzn8Hnn57ZA และสามารถติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ Facebook "Royal Thai Embassy, London UK"
* * * * *
รูปภาพประกอบ
รูปภาพประกอบ
Tag
Ministry of Foreign Affairs
วันทำการ : จันทร์ - ศุกร์ เวลา 08.30 - 16.30 น.
(ยกเว้นวันหยุดนักขัตฤกษ์)
งานรับ-ส่งหนังสือ และงานสารบรรณ:
อีเมล [email protected]
เว็บไซต์นี้ได้รับการออกแบบเพื่ออำนวยความสะดวกให้ทุกคนเข้าถึงเว็บไซต์ได้และมีมาตรฐาน WCAG 2.0 ระดับ AA
** เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุดควรใช้ Chrome เวอร์ชั่น 76 ขึ้นไป **
Ministry of Foreign Affairs Sri Ayudhya Road, Bangkok 10400 Thailand Tel. 0-2203-5000 Thailand.