สรุปการแถลงข่าว โดยศูนย์แถลงข่าวร่วมสถานการณ์ฉุกเฉินในตะวันออกกลาง วันที่ 4 มีนาคม 2569

สรุปการแถลงข่าว โดยศูนย์แถลงข่าวร่วมสถานการณ์ฉุกเฉินในตะวันออกกลาง วันที่ 4 มีนาคม 2569

วันที่นำเข้าข้อมูล 4 มี.ค. 2569

วันที่ปรับปรุงข้อมูล 5 มี.ค. 2569

| 12 view

สรุปการแถลงข่าว
โดยศูนย์แถลงข่าวร่วมสถานการณ์ฉุกเฉินในตะวันออกกลาง
วันที่ 4 มีนาคม 2569 เวลา 19.30 น.
ณ ห้องแถลงข่าว กระทรวงการต่างประเทศ
 

  • ตามที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้เป็นประธานการประชุมศูนย์ติดตามสถานการณ์เพื่อประเมินสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลาง (War Room) เมื่อวันที่ 3 มีนาคม 2569 และได้มีคำสั่งให้กระทรวงการต่างประเทศรับผิดชอบการสื่อสารสถานการณ์ในตะวันออกกลางให้กับประชาชน กระทรวงฯ จึงได้จัดตั้งศูนย์แถลงข่าวร่วมสถานการณ์ฉุกเฉินในตะวันออกกลางขึ้นมา เพื่อเป็นศูนย์กลางการสื่อสารเกี่ยวกับสถานการณ์ในตะวันออกกลาง การช่วยเหลือคนไทยในพื้นที่ รวมถึงประเด็นอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องโดยจะมีผู้แทนจากหน่วยงานนั้น ๆ มาร่วมแถลง
  • การแถลงข่าวในวันนี้จะเป็นการแถลงข่าวครั้งแรกของศูนย์ฯ โดยนับตั้งแต่วันพรุ่งนี้เป็นต้นไป การแถลงข่าวจะมีทุกวันเวลา 18:00 น. โดยสามารถติดตามได้จากช่องทางสื่อสังคมออนไลน์ของกระทรวงการต่างประเทศและสถานทีโทรทัศน์แห่งประเทศไทย หรือ NBT

 

  1. พัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง และการดำเนินการของกระทรวงการต่างประเทศ (แถลงโดยนายปาณิดล ปัจฉิมสวัสดิ์ รักษาการอธิบดีกรมสารนิเทศและรองโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ)

1.1 พัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง

  • ขณะนี้ ยังมีรายงานการโจมตีในตะวันออกกลางอย่างต่อเนื่อง โดยอิสราเอลยังคงโจมตีอิหร่านอย่างต่อเนื่องในหลายพื้นที่ รวมถึงกรุงเบรุตและพื้นที่ทางภาคใต้ของเลบานอน ทำให้มีผู้พลัดถิ่นกว่า 58,000 คนในเลบานอน และมีผู้เสียชีวิตรวมอย่างน้อย 40 คนและบาดเจ็บอีกหลายร้อยคน โดยรัฐบาลเลบานอนได้ประกาศให้พลเมืองอพยพทันที
  • ในขณะเดียวกัน อิหร่านยังคงโจมตีอิสราเอล แต่อิสราเอลยังสามารถสกัดขีปนาวุธส่วนใหญ่ไว้ได้ นอกจากนี้ อิหร่านยังโจมตียูเออีและกาตาร์ โดยพุ่งเป้าไปที่ฐานทัพและสถานกงสุลใหญ่ของสหรัฐฯ เป็นหลัก แต่ปัจจุบันยังไม่มีรายงานผู้เสียชีวิตหรือบาดเจ็บ และยังมีรายงานการโจมตีในประเทศอื่น ๆ เช่น คูเวต
  • ในส่วนของอาเซียน รัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศอาเซียนได้มีแถลงการณ์ต่อสถานการณ์ในตะวันออกกลาง โดยสรุปใจความว่า อาเซียนติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดและห่วงกังวลเป็นอย่างยิ่งต่อเหตุความรุนแรงที่ส่งผลกระทบต่อชีวิตและความปลอดภัยของพลเรือน รวมถึงสันติภาพและสเถียรภาพของภูมิภาคและโลก รวมทั้งเรียกร้องให้ทุกประเทศยุติความเป็นปฏิปักษ์ มีความยับยั้งชั่งใจ แก้ไขปัญหาโดยสันติวิธี พร้อมทั้งเคารพกฎหมายระหว่างประเทศ อาทิ กฎบัตรสหประชาชาติ นอกจากนี้ ยังเน้นย้ำคำมั่นที่จะให้ความช่วยเหลือพลเมืองของประเทศสมาชิกอาเซียน
  • นับจนถึงปัจจุบัน ยังไม่มีรายงานคนไทยได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิต แต่สถานการณ์ในภาพรวมยังมีความอ่อนไหว กระทรวงการต่างประเทศขอให้คนไทยที่อยู่ในพื้นที่ติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด ปฏิบัติตามประกาศและคำเตือนของประเทศเจ้าบ้านอย่างเคร่งครัด และพิจารณาเดินทางออกจากประเทศเสี่ยงโดยเร็วที่สุด ทั้งนี้ ประชาชนสามารถติดต่อสถานเอกอัครราชทูตหรือสถานกงสุลใหญ่ของไทยในพื้นที่ได้ตลอดเวลา

1.2 ความคืบหน้าของการให้ความช่วยเหลือคนไทยในพื้นที่

  • ในด้านการดำเนินการของกระทรวงการต่างประเทศในการอพยพและอำนวยความสะดวกคนไทยในพื้นที่เสี่ยง กระทรวงฯ ติดตามและประเมินสถานการณ์อย่างใกล้ชิด แต่ละประเทศมีสถานการณ์รวมถึงความจำเป็นเร่งด่วนที่แตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับปัจจัยด้านความปลอดภัยและขีดความสามารถในการบริหารความเสี่ยงของแต่ละประเทศ โดยในเบื้องต้น กระทรวงฯ จะให้ความสำคัญกับประเทศที่มีความเสี่ยงสูงสุด คือ อิหร่าน ซึ่งขณะนี้ นายกรัฐมนตรีได้เห็นชอบให้อพยพคนไทยแล้ว
  • สำหรับประเทศอื่น ๆ ที่มีความเสี่ยงในลำดับรองลงมา สถานเอกอัครราชทูตหรือสถานกงสุลใหญ่ในประเทศนั้น ๆ พร้อมอำนวยความสะดวกประชาชนไทยอย่างเต็มที่ในการเดินทางออกนอกประเทศ

  • สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงเตหะราน ได้รายงานกำหนดอพยพคนไทยที่ประสงค์จะเดินทางออกจากอิหร่าน โดยเดินทางโดยรถยนต์ไปยังประเทศตุรกี และแบ่งออกเป็น 2 รอบ ได้แก่ รอบที่ 1 ในวันที่ 7 มีนาคม 2569 ซึ่งปิดลงทะเบียนภายในวันที่ 5 มีนาคม 2569 และ รอบที่ 2 ในวันที่ 10 มีนาคม 2569 ซึ่งปิดลงทะเบียนภายในวันที่ 8 มีนาคม 2569
  • สถานเอกอัครราชทูตฯ ได้เรียกร้องให้คนไทยในพื้นที่ลงทะเบียนเดินทางกลับประเทศทันที เพื่อรักษาความปลอดภัยของชีวิตเมื่อคำนึงถึงสถานการณ์ที่ยังคงอ่อนไหว โดยเบื้องต้น มีผู้ลงทะเบียนรวมทั้งสองรอบแล้ว 138 คน ส่วนใหญ่เป็นนักศึกษาและแรงงานในพื้นที่ โดยหากมีผู้ใดประสงค์ลงทะเบียนเพิ่มเติม ขอให้ติดต่อหมายเลขโทรศัพท์ของสถานเอกอัครราชทูตฯ ภายในกำหนดปิดลงทะเบียนโดยเร็วที่สุด เพื่อให้สถานเอกอัครราชทูตฯ ประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อดำเนินการด้านเอกสารต่าง ๆ เช่น Exit Visa และการทำหนังสือเดินฉุกเฉินสำหรับผู้ที่หนังสือเดินทางหมดอายุ
  • ในส่วนของพื้นที่อื่นที่ได้รับผลกระทบ สถานเอกอัครราชทูตและสถานกงสุลใหญ่ในประเทศต่าง ๆ ในภูมิภาค เช่น ยูเออี บาห์เรน กาตาร์ จอร์แดน อิรัก โอมาน และเยเมน ได้ช่วยเหลือคนไทยที่ประสงค์จะเดินทางกลับประเทศให้เดินทางออกนอกประเทศเสี่ยงโดยสวัสดิภาพ โดยประสานงานกับหน่วยงานต่าง ๆ และสายการบินเพื่ออำนวยความสะดวกและจัดหาเที่ยวบิน รวมทั้งให้ความช่วยเหลืออื่น ๆ เพื่อสร้างขวัญกำลังใจให้กับคนไทยที่ยังตกค้างอยู่ เช่น การดูแลคนไทยที่ติดค้างในโรงแรมเป็นการชั่วคราว
  • นอกจากนี้ สถานเอกอัครราชทูตและสถานกงสุลใหญ่ทั่วตะวันออกกลางยังคงติดต่อกับคนไทยในพื้นที่เสี่ยงอย่างใกล้ชิด เพื่อให้คำปรึกษาและอำนวยความสะดวกคนที่ประสงค์เดินทางกลับไทยเอง

1.3 การตอบโต้ข่าวประเด็นไทยลงนามในสนธิสัญญาอินโด-แปซิฟิกซึ่งอนุญาตให้สหรัฐฯ ใช้ไทยเป็นฐานทัพ

  • กรณีที่มีข่าวว่าประเทศไทยได้ลงนามในสนธิสัญญาในกรอบความร่วมมืออินโด-แปซิฟิก ซึ่งมีเงื่อนไขอนุญาตให้สหรัฐฯ ใช้ไทยเป็นฐานทัพได้นั้น กระทรวงการต่างประเทศขอชี้แจงว่า ข่าวดังกล่าวไม่เป็นความจริงอย่างแน่นอน และขัดกับนโยบายของไทยอย่างชัดเจน
  • ทั้งนี้ ประเทศไทยหวังเป็นอย่างยิ่งว่า สถานการณ์ความขัดแย้งต่าง ๆ จะคลี่คลายโดยเร็ว ด้วยความห่วงใยต่อผลกระทบที่เกิดขึ้นต่อประชาชน
  • กระทรวงการต่างประเทศขอให้ประชาชนตรวจสอบข้อมูลจากแหล่งข้อมูลทางการก่อนเผยแพร่ต่อ เพื่อป้องกันความเข้าใจคลาดเคลื่อนเกี่ยวกับนโยบายและจุดยืนของประเทศไทย

 

  1. ผลกระทบของสถานการณ์ในตะวันออกกลางต่อราคาน้ำมัน (แถลงโดยนายวีรพัฒน์ เกียรติเฟื่องฟู รองปลัดกระทรวงพลังงานและโฆษกกระทรวงพลังงาน)
  • สถานการณ์ความไม่สงบในตะวันออกกลางส่งผลให้ราคาน้ำมันในตลาดโลกปรับตัวสูงขึ้น เนื่องจาก 1 ใน 5 ของปริมาณการส่งออกน้ำมัน หรือประมาณ 20 ล้านบาร์เรลต่อวันมาจากตะวันออกกลาง
  • ในด้านความมั่นคงทางพลังงาน รัฐบาลและกระทรวงพลังงานมีมาตรการดูแลประชาชนไม่ให้น้ำมันขาดแคลน โดยขณะนี้มีปริมาณสำรองคิดเป็น 62 วัน (ข้อมูล ณ วันที่ 3 มีนาคม) สำหรับกรณีที่ไม่สามารถจัดหาน้ำมันเพิ่มเติมได้ อย่างไรก็ดี ประเทศไทยยังสามารถนำเข้าน้ำมันได้ตามปกติ เนื่องจากแม้สัดส่วนการนำเข้าประมาณร้อยละ 50 มาจากตะวันออกกลาง แต่อีกเกือบร้อยละ 50 มาจากแหล่งอื่นนอกภูมิภาคตะวันออกกลาง ซึ่งทางกระทรวงพลังงาน โดยกรมธุรกิจพลังงานได้ประสานขอความร่วมมือผู้ค้าน้ำมันให้ดำเนินการจัดหาน้ำมันจากแหล่งอื่นๆ ที่อยู่นอกตะวันออกกลางเพิ่มเติม
  • ในด้านการบริหารจัดการราคาพลังงาน กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงได้เข้ามาช่วยตรึงราคาขายปลีกของน้ำมันดีเซล ไม่ให้มีการปรับขึ้นในช่วง 15 วันข้างหน้าเพื่อคลายความกังวลของประชาชน

 

  1. มาตรการอำนวยความสะดวกแก่นักท่องเที่ยวที่ตกค้างในไทย (แถลงโดยนายเศกสันฐ์ ง้าวสุวรรณ์ ผู้ช่วยปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา)
  • กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา โดยความร่วมมือกับการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) สภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สมาคมโรงแรมไทย สมาคมไทยธุรกิจการท่องเที่ยว (ATTA) กองบัญชาการตำรวจท่องเที่ยว สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) (AOT) และกรมท่าอากาศยาน (DOA) บูรณาการความร่วมมือทุกภาคส่วน เพื่อดูแลและอำนวยความสะดวกแก่นักท่องเที่ยวที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ความตึงเครียดในภูมิภาคตะวันออกกลาง ซึ่งส่งผลให้เกิดการยกเลิกเที่ยวบินบางส่วน
  • นางสาวนัทรียา ทวีวงศ์ ปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ได้สั่งการให้หน่วยงานในกำกับดำเนินมาตรการเชิงรุก พร้อมประสานความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและดูแลนักท่องเที่ยวอย่างใกล้ชิด ดังนี้

  • มาตรการด้านการบริหารจัดการสถานการณ์
  • การบูรณาการความร่วมมือภาครัฐ–เอกชน โดยจัดประชุมหารือร่วมกับหน่วยงานภาครัฐและผู้ประกอบการ ด้านการท่องเที่ยว อาทิ ททท. สภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สมาคมโรงแรม สมาคมไทยธุรกิจการท่องเที่ยว (ATTA) และสมาคมในสาขาบริการต่าง ๆ เพื่อร่วมกันกำหนดแนวทางช่วยเหลือนักท่องเที่ยวที่ได้รับผลกระทบจากการยกเลิกเที่ยวบิน หรือต้องการหลีกหนีจากสถานการณ์
  • จัดตั้งศูนย์ติดตามสถานการณ์ท่องเที่ยวในภาวะวิกฤต (ศตท.) โดยประสานงานกับสายการบินและท่าอากาศยานในการดูแลผู้โดยสารที่ตกค้างอย่างเป็นระบบ พร้อมประเมินสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และจัดทำแผนฟื้นฟูความเชื่อมั่นด้านการท่องเที่ยว ทั้งนี้ สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมจากการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย 1672, ตำรวจท่องเที่ยว 1155, ศูนย์ช่วยเหลือนักท่องเที่ยว (TAC) ประจำสนามบินสุวรรณภูมิ 02 134 4077
  • กำหนดพื้นที่เฝ้าระวังและปฏิบัติการเชิงรุกในพื้นที่หลัก ได้แก่ ภูเก็ต กระบี่ พังงา เชียงใหม่ และกรุงเทพมหานคร โดยมอบหมายให้สำนักงานการท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัด สำนักงาน ททท. ในพื้นที่อาสาสมัครท่องเที่ยวและกีฬา (อสทก.) และศูนย์ช่วยเหลือนักท่องเที่ยว (TAC) ลงพื้นที่สำรวจข้อมูลโรงแรม สอบถามความต้องการเร่งด่วน พร้อมให้คำแนะนำเรื่องวีซ่า เที่ยวบิน และสิทธิการช่วยเหลือต่าง ๆ

  • มาตรการเร่งด่วนด้านการตรวจคนเข้าเมือง
  • สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองจึงได้กำหนดแนวทางช่วยเหลือสำหรับคนต่างชาติที่การอนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักรสิ้นสุดลง (Overstay) ตั้งแต่วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2569 โดยสามารถดำเนินการได้ตามเงื่อนไข ดังนี้
  • (1) กรณีประสงค์เดินทางออกนอกประเทศ ชาวต่างชาติที่อยู่เกินกำหนด (Overstay) ตั้งแต่วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2569 เป็นต้นมา จะได้รับการยกเว้นค่าปรับ หากเดินทางออกนอกราชอาณาจักร
  • (2) กรณีขออยู่ต่อชั่วคราว หากพบว่าการอนุญาตเดิมได้สิ้นสุดลงแล้ว พนักงานเจ้าหน้าที่จะต้องดำเนินการเปรียบเทียบปรับตามกฎหมายวันละ 500 บาท (สูงสุดไม่เกิน 20,000 บาท) จากนั้นจึงจะพิจารณาอนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักรเป็นการชั่วคราวต่อไปได้อีก ครั้งละไม่เกิน 30 วัน โดยผู้ยื่นคำร้องจะต้องเตรียมเอกสารประกอบการพิจารณา คือ แบบคำขออนุญาตอยู่ในราชอาณาจักรเป็นการชั่วคราว (ตม.7) สำเนาหนังสือเดินทางหรือเอกสารใช้แทน หนังสือรับรองจากสถานทูตหรือสถานกงสุลสำหรับลูกเรือ/ผู้โดยสาร (หากไม่สามารถจัดหาได้ เจ้าหน้าที่จะบันทึกถ้อยคำตามแบบที่กำหนด) และแบบฟอร์มการแจ้งข้อมูล (แบบ สตม.2, สตม.2/1 และ สตม.9)
  • ทั้งนี้ สามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ สายด่วนสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง 1178

 

รูปภาพประกอบ

รูปภาพประกอบ