สรุปการแถลงข่าวของศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง วันที่ 14 มีนาคม 2569
สรุปการแถลงข่าวของศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง วันที่ 14 มีนาคม 2569
วันที่นำเข้าข้อมูล 14 มี.ค. 2569
วันที่ปรับปรุงข้อมูล 14 มี.ค. 2569
| 12 view
สรุปการแถลงข่าว
ของศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง
โดยนายปาณิดล ปัจฉิมสวัสดิ์ รักษาการอธิบดีกรมสารนิเทศและรองโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ
วันที่ 14 มีนาคม 2569 เวลา 11.00 น. ณ ตึกภักดีบดินทร์ ทำเนียบรัฐบาล
- พัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง
- สถานการณ์โดยรวมในภูมิภาคขยายวงนอกเหนือเป้าหมายทางทหาร อิหร่านโจมตีไปยังโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน การเดินเรือ และระบบไซเบอร์ที่เกี่ยวข้องกับสหรัฐฯ และอิสราเอลในหลายประเทศในภูมิภาค ขณะที่กองทัพอิสราเอลกับกลุ่มฮิซบุลลอฮ์ยังคงแลกเปลี่ยนการโจมตีกันอย่างรุนแรง โดยเฉพาะในพื้นที่ชายแดนอิสราเอล - เลบานอน และกรุงเบรุต นอกจากนี้ สถานการณ์การสู้รบในอิรักทวีความรุนแรงเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
- เนื่องจากสถานการณ์ยังมีความไม่แน่นอน กระทรวงการต่างประเทศจึงขอให้คนไทยพิจารณาออกนอกพื้นที่เสี่ยงโดยเร็วที่สุด และคอยติดตามข่าวสารและคำแนะนำจากช่องทางติดต่อทางการของสถานเอกอัครราชทูตและสถานกงสุลใหญ่ที่รับผิดชอบพื้นที่ของท่าน รวมถึงลงทะเบียนแจ้งข้อมูลที่อยู่และช่องทางติดต่อให้กับสถานเอกอัครราชทูตและสถานกงสุลใหญ่ที่รับผิดชอบ
- ในกรอบอาเซียน เมื่อวานนี้ (13 มีนาคม 2569) เวลา 13.00 น. รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศได้เข้าร่วมการประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียนสมัยพิเศษว่าด้วยสถานการณ์ในตะวันออกกลาง (Special ASEAN Foreign Ministers’ Meeting on the Situation in the Middle East) ซึ่งจัดขึ้นตามข้อเสนอของไทย โดยมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศฟิลิปปินส์ ในฐานะประธานอาเซียน เป็นประธาน
- ที่ประชุมเห็นพ้องว่า สถานการณ์ในตะวันออกกลางยังคงมีความตึงเครียด และเรียกร้องให้มีการยุติการใช้ความรุนแรงและกลับสู่แนวทางทางการทูตโดยเร็ว พร้อมย้ำความสำคัญของการยึดมั่นในหลักการของกฎหมายระหว่างประเทศ โดยเฉพาะเสรีภาพในการบินและการเดินเรือ
- ที่ประชุมยังได้หารือผลกระทบที่มีต่ออาเซียนในหลายมิติ โดยเฉพาะผลกระทบต่อเส้นทางการขนส่งสินค้าและห่วงโซ่อุปทานด้านพลังงาน ซึ่งอาจนำไปสู่วิกฤตด้านเศรษฐกิจและพลังงาน โดยไทยได้เสนอให้กระชับความร่วมมือด้านกงสุลผ่านเครือข่ายของสถานทูตในพื้นที่เพื่อช่วยเหลือประชาชนในยามวิกฤตร่วมกัน และยกระดับความร่วมมือภายใต้ความตกลงว่าด้วยความมั่นคงทางปิโตรเลียมของอาเซียนให้สามารถใช้งานได้จริงและมีประสิทธิภาพ รวมทั้งเร่งรัดการเปลี่ยนผ่านไปสู่พลังงานหมุนเวียนและพลังงานทางเลือก
- ความคืบหน้าของการให้ความช่วยเหลือคนไทยในพื้นที่
2.1 การให้ความช่วยเหลือลูกเรือบรรทุกสินค้าไทยที่ประสบเหตุบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ
- ในส่วนของลูกเรือ 20 คน บริษัทเจ้าของเรือจะนำลูกเรือเดินทางโดยรถยนต์ออกจากเมือง Khasab ไปสนามบินนานาชาติมัสกัต เพื่อเดินทางกลับประเทศไทยต่อไป โดยสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงมัสกัต ได้ออกหนังสือเดินทางฉุกเฉินและส่งมอบให้ลูกเรือทั้ง 20 คนแล้ว
- เนื่องจากเส้นทางดังกล่าวต้องเดินทางผ่านพื้นที่สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ก่อนกลับเข้ามายังโอมาน สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงอาบูดาบี และสถานกงสุลใหญ่ ณ เมืองดูไบ ได้ประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ เพื่อเร่งรัดการออกวีซ่าให้กับลูกเรือทั้ง 20 คน ซึ่งล่าสุด ได้รับวีซ่าครบทุกคนแล้ว ขณะที่ทางการโอมานได้แจ้งยืนยันความพร้อมในการช่วยอำนวยความสะดวกแก่ลูกเรือในการผ่านแดนเพื่อขึ้นเครื่องบินที่กรุงมัสกัต และในชั้นนี้ ลูกเรือมีกำหนดเดินทางถึงประเทศไทยในช่วงเช้าของวันจันทร์ที่ 16 มีนาคม 2569
- ในส่วนของการเร่งค้นหาและช่วยเหลือลูกเรืออีก 3 คน ขอให้มั่นใจว่า กระทรวงการต่างประเทศ กองทัพเรือ และสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงมัสกัต ยังคงประสานงานอย่างใกล้ชิดกับหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องทั้งหมดเพื่อติดตามความคืบหน้าของปฏิบัติการค้นหาและให้ความช่วยเหลือต่อไป
2.2 ประเทศอื่น ๆ
- อิหร่าน เมื่อช่วงเช้าของวันนี้ (14 มีนาคม 2569) คนไทยกลุ่มสุดท้ายที่เดินทางออกจากอิหร่าน จำนวน 7 คน ได้เดินทางกลับถึงประเทศไทยแล้ว โดยปัจจุบัน สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงเตหะราน ซึ่งย้ายที่ทำการชั่วคราวไปอยู่ที่ศูนย์ปฏิบัติการชั่วคราว ณ เมืองวาน ตุรกี ได้อพยพคนไทยที่ประสงค์เดินทางออกจากอิหร่านครบทุกคนแล้ว โดยยังคงติดต่อและประสานงานใกล้ชิดกับคนไทยในอิหร่านที่ยังไม่ประสงค์กลับประเทศไทยและพร้อมอำนวยความสะดวกหากมีผู้ประสงค์เดินทางกลับเพิ่มเติมต่อไป
- อิสราเอล เนื่องจากสถานการณ์การโจมตีที่รุนแรงขึ้นระหว่างอิสราเอลกับอิหร่านและฮิซบอลเลาะห์ สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงเทลอาวีฟ ได้ออกประกาศเตือนคนไทยในพื้นที่ภาคเหนือของอิสราเอล ให้เข้าที่หลบภัยภายใน 1 นาทีเมื่อได้ยินเสียงเตือน และขอให้หลีกเลี่ยงการเดินทางไปบริเวณชายแดนตอนเหนือของอิสราเอล
- ในภาพรวม สถานเอกอัครราชทูตและสถานกงสุลใหญ่ในพื้นที่ยังคงอำนวยความสะดวก ดูแลและให้คำแนะนำ และประสานงานกับสายการบินและมอบสิ่งของจำเป็นในการยังชีพให้กับคนไทยที่ประสงค์กลับประเทศในพื้นที่ที่ยังสามารถทำการบินได้ รวมถึงช่วยประสานงานเกี่ยวกับการอนุญาตเดินทางผ่านแดนกับหน่วยงานในประเทศที่น่านฟ้ายังคงปิดอยู่ เพื่อให้คนไทยสามารถเดินทางไปยังประเทศข้างเคียง เพื่อเดินทางกลับประเทศไทย หรือไปยังประเทศที่สามเพื่อเดินทางกลับทางอากาศต่อได้
- ตั้งแต่เกิดเหตุการณ์ มีคนไทยที่ติดค้างที่ได้รับความช่วยเหลือเพื่อออกจากประเทศในภูมิภาคตะวันออกกลางมายังประเทศไทย รวม 591 คน
- รัฐบาลไทยยึดมั่นในการให้ความช่วยเหลือคนไทยในภูมิภาคตะวันออกกลางที่ได้รับผลกระทบจากการสู้รบให้ออกจากพื้นที่อันตรายในโอกาสแรกด้วยความปลอดภัย