สรุปการแถลงข่าวประจำสัปดาห์ วันที่ 31 กรกฏาคม 2569
วันที่นำเข้าข้อมูล 31 ก.ค. 2569
วันที่ปรับปรุงข้อมูล 31 ก.ค. 2569
สรุปการแถลงข่าวประจำสัปดาห์
โดยอธิบดีกรมสารนิเทศและโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ
วันที่ 31 กรกฎาคม 2569 เวลา 14.45 น.
ณ ห้องแถลงข่าว กระทรวงการต่างประเทศ
- สรุปผลการเข้าร่วมการประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียน ครั้งที่ 59 และการประชุมระดับรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้อง (AMM/PMC) ที่กรุงมะนิลา ของรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ
1.1 การประชุมในกรอบ AMM/PMC
- เป็นการประชุมที่มีความสำคัญยิ่ง สะท้อนศักยภาพของอาเซียนในการดึงดูด (convening power) ประเทศนอกภูมิภาค มาประชุมเพื่อร่วมกำหนดทิศทางความร่วมมือ และการรับมือกับความท้าทายทั้งในรูปแบบดั้งเดิมและรูปแบบใหม่
- เมื่อระหว่างวันที่ 21 - 24 กรกฎาคม รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศเข้าร่วมการประชุมรวมทั้งสิ้น 18 รายการ แบ่งเป็น (1) การประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียนอย่างเป็นทางการและไม่เป็นทางการ (2) การประชุมกับประเทศคู่เจรจาอีก 11 ประเทศ และ (3) การประชุมที่เกี่ยวข้องอื่น ๆ อีก 5 รายการ ได้แก่
(1.) การประชุมอาเซียนบวกสาม (APT)
(2.) การประชุม ASEAN Regional Forum (ARF)
(3.) การประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศการประชุมสุดยอดเอเชียตะวันออก (EAS)
(4.) การประชุมรัฐมนตรีแม่โขง-ญี่ปุ่น
(5.) การประชุมรัฐมนตรีแม่โขง-เกาหลีใต้
- ในการประชุมครั้งนี้ อาเซียนได้รับรองการเข้าเป็นคู่เจรจาของตุรกี เป็นประเทศที่ 12 และได้รับรองเยอรมนีและกาตาร์เข้าเป็นคู่เจรจาเฉพาะสาขา (รวมเป็น 10 ประเทศ) และยังได้เห็นชอบให้รับสหราชอาณาจักรเข้าเป็นสมาชิก ARF ลำดับที่ 28 ด้วย
- ในภาพรวม ที่ประชุมได้หารือประเด็นที่มีความสำคัญและเร่งด่วนต่อการส่งเสริมความเป็นแกนกลางของอาเซียน และการเสริมสร้างประชาคมอาเซียน โดยประเด็น cross-cutting ที่มีการกล่าวถึงในทุกการประชุมฯ ได้แก่
(1) ความผันผวน/ความไม่แน่นอนของสถานการณ์โลก จากการแข่งขันทางภูมิรัฐศาสตร์ สถานการณ์ในตะวันออกกลาง และแนวโน้มการกีดกันทางการค้าที่เพิ่มมากขึ้น โดยประเทศต่าง ๆ สนับสนุนระบบพหุภาคีและระเบียบโลกที่ตั้งอยู่บนกฎกติกา
(2) ความมั่นคงทางพลังงาน อันเนื่องมาจากสถานการณ์การสู้รบในตะวันออกกลาง ซึ่งตอกย้ำถึงความสำคัญของการกระจายความเสี่ยงของแหล่งพลังงานและความยืดหยุ่นของห่วงโซ่อุปทาน
(3) สถานการณ์ในภูมิภาค
- ทะเลจีนใต้และความมั่นคงทางทะเล ทุกฝ่ายย้ำความสำคัญของการแก้ไขข้อพิพาทโดยสันติ บนพื้นฐานของกฎหมายระหว่างประเทศ
- สถานการณ์ในเมียนมา และการสนับสนุนให้เกิดสันติภาพและเสถียรภาพในเมียนมา ซึ่งรองนายกรัฐมนตรีฯ ได้สานต่อการผลักดันแนวทางการมีปฏิสัมพันธ์กับเมียนมาแบบค่อยเป็นค่อยไป (calibrated re-engagement) ซึ่งประเทศต่าง ๆ ให้ความสนใจในแนวทางดังกล่าวของไทย
(4) การปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ โดยเฉพาะออนไลน์สแกม ซึ่งเป็นประเด็นที่ไทยให้ความสำคัญ
- นอกจากนี้ ประเด็นหลัก ๆ ที่ไทยผลักดันในการประชุมกับทุกคู่เจรจา ได้แก่
(1) ภูมิภาคนิยม (Regionalism) ผ่านการส่งเสริมบทบาทของอาเซียนในการธำรงสันติภาพและเสถียรภาพของภูมิภาค และกำหนดทิศทางความร่วมมือในประเด็นต่าง ๆ โดยยึดมั่นในความเป็นแกนกลางของอาเซียน
(2) ความยืดหยุ่น (Resilience) ผ่านการส่งเสริมการมีปฏิสัมพันธ์กับประเทศมหาอำนาจและมหาอำนาจขนาดกลางท่ามกลางการแข่งขันทางภูมิรัฐศาสตร์ บนพื้นฐานของระเบียบโลกที่ตั้งอยู่บนกฎกติกาสากล โดยรักษาความเป็นอิสระเชิงยุทธศาสตร์ของอาเซียน
(3) การรักษาบทบาทของอาเซียน (Relevance) ผ่านการส่งเสริมให้อาเซียนมองไกลกว่าภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยมีบทบาทในการกำหนดทิศทางและขับเคลื่อนความร่วมมือในประเด็นที่ส่งผลกระทบต่อประชาชน ซึ่งรวมถึงการต่อต้านอาชญกรรมข้ามชาติและออนไลน์สแกม
- ที่ประชุมได้รับรองแถลงการณ์ร่วม ของการประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศของอาเซียน โดยยืนยันความมุ่งมั่นของอาเซียนในการธำรงไว้ซึ่งความเป็นเอกภาพ ความเป็นแกนกลางของอาเซียน และระเบียบภูมิภาคที่ตั้งอยู่บนกฎเกณฑ์ พร้อมทั้งขับเคลื่อนการดำเนินงานตามวิสัยทัศน์ประชาคมอาเซียน ค.ศ. 2045 ภายใต้หัวข้อการเป็นประธานอาเซียนของฟิลิปปินส์ “Navigating Our Future, Together” ทั้งยังย้ำความสำคัญของการเสริมสร้างความร่วมมือในภูมิภาคให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันและความยืดหยุ่นของอาเซียนในระยะยาว ตลอดจนการส่งเสริมความร่วมมือกับประเทศคู่เจรจาและหุ้นส่วนภายนอก เพื่อรับมือกับความท้าทายร่วมกัน
- โดยที่ปีนี้ครบรอบ 50 ปี ของสนธิสัญญามิตรภาพและความร่วมมือในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (TAC) ฟิลิปปินส์ได้จัดการประชุมอัครภาคี TAC ร่วมกับ 62 ประเทศ ซึ่งรวมถึง 4 ประเทศล่าสุดที่มีการลงนามเข้าเป็นอัครภาคีในการประชุมครั้งนี้ ได้แก่ โปแลนด์ โรมาเนีย สวีเดน และลิทัวเนีย
- โดยจำนวนประเทศอัครภาคีที่เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ของ TAC สะท้อนถึงการยอมรับในบทบาท และความเป็นแกนกลาง ของอาเซียน
1.2 การหารือทวิภาคี
- รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศได้พบหารือทวิภาคีกับประเทศต่าง ๆ ได้แก่ ออสเตรเลีย อินเดีย เกาหลีใต้ สหรัฐฯ แคนาดา บราซิล อียิปต์ และสหภาพยุโรป
- โดยได้หารือแนวทางกระชับความสัมพันธ์ทวิภาคีให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้นทั้งในด้านการส่งเสริมการแลกเปลี่ยนการเยือนระดับสูง การเพิ่มพูนมูลค่าการค้า การลงทุน การส่งเสริมความร่วมมือเพื่อต่อต้านออนไลน์สแกม รวมทั้งได้ใช้โอกาสนี้ชี้แจงแนวทางขับเคลื่อนนโยบาย calibrated re-engagement กับเมียนมาของไทย และพัฒนาการล่าสุดรวมถึงท่าทีไทยต่อสถานการณ์ไทย - กัมพูชา เพื่อให้นานาประเทศมีความเข้าใจที่ถูกต้องและสนับสนุนแนวทางการดำเนินการของไทย ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องการบริหารความมั่นคงชายแดนในภาพรวม หรือการเข้าร่วมกระบวนการประนอมภาคบังคับภายใต้ UNCLOS
- รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เข้าร่วมการเยือนอินโดนีเซียอย่างเป็นทางการของนายกรัฐมนตรี
- ระหว่างวันที่ 3 - 4 สิงหาคม 2569 รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศจะเข้าร่วมการเดินทางเยือนอินโดนีเซียอย่างเป็นทางการของนายกรัฐมนตรี โดยการเยือนอินโดนีเซียครั้งนี้ เป็นครั้งแรกของนายกรัฐมนตรีหลังเข้ารับตำแหน่งเมื่อเดือนเมษายน 2569 และหลังจากว่างเว้นการเยือนอินโดนีเซียในระดับนายกรัฐมนตรีมากว่า 15 ปี ซึ่งเป็นโอกาสกระชับความสัมพันธ์กับอินโดนีเซีย ในฐานะผู้ร่วมก่อตั้งอาเซียนและเป็นประเทศที่มีขนาดใหญ่และประชากรมากที่สุดในอาเซียน
- การเยือนครั้งนี้ นายกรัฐมนตรีจะเป็นประธานร่วมการประชุมหารือระดับผู้นำครั้งที่ 2 ซึ่งเป็นกลไกที่ไทยริเริ่มขึ้นเมื่อปีที่แล้ว ในช่วงการเยือนไทยอย่างเป็นทางการของประธานาธิบดีแห่งอินโดนีเซีย เมื่อเดือนพฤษภาคม 2568
- โดยมีวาระสำคัญคือ การประกาศแผนความเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ไทย - อินโดนีเซีย (Roadmap on Strategic Partnership) ปี 2569 - 2573 ซึ่งถือเป็นการยกระดับความสัมพันธ์ไทย - อินโดนีเซีย ในการกำหนดทิศทางการขับเคลื่อนความสัมพันธ์ เพื่อประโยชน์ของประชาชนทั้งสองประเทศ
- นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรี พร้อมด้วยรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศยังจะผลักดันการทูตด้านเศรษฐกิจ โดยเข้าร่วมพบปะหารือกับภาคเอกชนของอินโดนีเซียที่สนใจจะมาลงทุนในประเทศไทย และเข้าร่วมพบเลขาธิการอาเซียน โดยนายกรัฐมนตรีจะกล่าวสุนทรพจน์แสดงวิสัยทัศน์ของไทยเรื่องอนาคตของอาเซียนเพื่อปูทางสู่การเป็นประธานอาเซียนของไทยในปี 2571 ด้วย
- การให้การดูแลคนไทยในต่างประเทศกรณีเหตุฉุกเฉิน (แถลงโดยอธิบดีกรมการกงสุล)
3.1 กรณีนายบวรทัต เป็งสุข (ฮลุน โซโล่) เสียชีวิต
- ตามที่กระทรวงการต่างประเทศได้แจ้งยืนยันการเสียชีวิตของนายบวรทัต เป็งสุข หรือ “ฮลุน โซโล่” YouTuber ชื่อดังชาวไทย ซึ่งขาดการติดต่อกับญาติระหว่างการเดินทางไปถ่ายทำเนื้อหาที่ประเทศจอร์เจียนั้น
- กระทรวงการต่างประเทศ ขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งอีกครั้งกับครอบครัวของนายบวรทัตฯ รวมทั้งขอใช้โอกาสนี้ขอบคุณเครื่อข่ายคนไทยที่สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงอังการา ได้ติดต่อไปตั้งแต่ช่วงแรก ๆ ที่เกิดข้อสงสัยจากการขาดการติดต่อระหว่างญาติกับนายบวรทัตฯ
- วันนี้ (31 กรกฎาคม 2569) ญาติได้ทำหนังสือมอบอำนาจและจัดส่งให้กรมการกงสุล คาดว่ากรมการกงสุลจะได้รับเอกสารในวันที่ 3 สิงหาคม 2569 จากนั้น กรมการกงสุลจะดำเนินการนิติการ (รับรองการแปล) และจะส่งเอกสารส่งให้สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงอังการา เพื่อออกมรณบัตร และประสานงานในเรื่องการส่งร่าง รวมถึงการรับทรัพย์สิน/สิ่งของที่เกี่ยวข้องกลับประเทศไทยต่อไป
- สาเหตุการเสียชีวิตยังอยู่ระหว่างการสืบสวน ซึ่งเจ้าหน้าที่สถานเอกอัครราชทูต ฯ ได้แจ้งครอบครัวของนายบวรทัตฯ ทราบรายละเอียดที่เกี่ยวข้องด้วยแล้ว และจะติดตามการสืบสวนอย่างไกล้ชิดเพื่อแจ้งความคืบหน้าแก่ครอบครัวต่อไป
3.2 กรณีแผ่นดินไหวที่ญี่ปุ่น
- สำหรับเหตุการณ์แผ่นดินไหวที่ญี่ปุ่น กระทรวงการต่างประเทศ ได้ติดตามสถานการณ์ มาตั้งแต่เกิดเหตุ เมื่อ 28 กรกฎาคม ซึ่งส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 34 ราย และบาดเจ็บกว่า 600 คน
- ระบบสื่อสารและขนส่งสาธารณะในจังหวัดคูมาโมโตะเริ่มกลับมาให้บริการแบบจำกัด โดยทราบว่าหน่วยงานในพื้นที่ได้เข้าแก้ไขปัญหาการขาดไฟฟ้า ประปาและแก๊สแล้วในหลายจุด คาดว่าจะกลับมาใช้งานปกติได้ในสัปดาห์หน้า
- ในส่วนของผลกระทบต่อคนไทย คนไทยใน จ.คูมาโมโตะ (ถือวีซ่าระยะยาว 467 คนตามสถิติของทางการญี่ปุ่น) ที่ สถานกงสุลใหญ่ ณ เมืองฟูกูโอกะ ติดต่อได้ แจ้งว่าปลอดภัยดีและปัจจุบันอยู่ในพื้นที่ปลอดภัย โดยมี 2 รายประสบปัญหาบ้านพัง/ถล่ม ซึ่งกำลังรับความช่วยเหลือเรียบร้อยแล้ว
- แรงงานไทยใน จ. คูมาโมโตะ ซึ่งมีอยู่ 187 คน ปลอดภัยดีเช่นกัน จากการตรวจสอบกับบริษัทที่จ้างงานคนไทย โดยสำนักงานแรงงานในประเทศญี่ปุ่นได้ติดตามอยู่
- ส่วนนักท่องเที่ยวชาวไทยที่มาเที่ยวที่ จ. คูมาโมโตะ ทั้ง 11 คน ได้เดินทางออกจาก จ. คูมาโมโตะเพื่อเดินทางกลับไทยหรือท่องเที่ยวในพื้นที่อื่น ๆ ของญี่ปุ่นต่อตามแผนของตนเองแล้ว
สามารถรับชมได้ที่ https://www.facebook.com/share/v/194kbbUdtD/
Ministry of Foreign Affairs
วันทำการ : จันทร์ - ศุกร์ เวลา 08.30 - 16.30 น.
(ยกเว้นวันหยุดนักขัตฤกษ์)
งานรับ-ส่งหนังสือ และงานสารบรรณ:
อีเมล [email protected]
เว็บไซต์นี้ได้รับการออกแบบเพื่ออำนวยความสะดวกให้ทุกคนเข้าถึงเว็บไซต์ได้และมีมาตรฐาน WCAG 2.0 ระดับ AA
** เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุดควรใช้ Chrome เวอร์ชั่น 76 ขึ้นไป **
Ministry of Foreign Affairs Sri Ayudhya Road, Bangkok 10400 Thailand Tel. 0-2203-5000 Thailand.