สรุปการแถลงข่าว โดยศูนย์แถลงข่าวร่วมสถานการณ์ฉุกเฉินในตะวันออกกลาง วันที่ 5 มีนาคม 2569

สรุปการแถลงข่าว โดยศูนย์แถลงข่าวร่วมสถานการณ์ฉุกเฉินในตะวันออกกลาง วันที่ 5 มีนาคม 2569

วันที่นำเข้าข้อมูล 5 มี.ค. 2569

วันที่ปรับปรุงข้อมูล 5 มี.ค. 2569

| 42 view

สรุปการแถลงข่าว
โดยศูนย์แถลงข่าวร่วมสถานการณ์ฉุกเฉินในตะวันออกกลาง
วันที่ 5 มีนาคม 2569 เวลา 18.10 น.
ณ ห้องแถลงข่าว กระทรวงการต่างประเทศ

 

  1. พัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง และการดำเนินการของกระทรวงการต่างประเทศ (แถลงโดยนายปาณิดล ปัจฉิมสวัสดิ์ รักษาการอธิบดีกรมสารนิเทศและรองโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ)

1.1 พัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง

  • สถานการณ์ยังคงอ่อนไหว โดยฝ่ายอิสราเอล สหรัฐฯ และอิหร่านยังคงไม่หยุดการโจมตีซึ่งกันและกัน
  • การปะทะยังส่งผลกระทบไปยังประเทศข้างเคียงโดยเฉพาะเลบานอน ซึ่งถูกโจมตีทางอากาศในหลายพื้นที่รวมถึงกรุงเบรุต โดยปัจจุบัน มีรายงานผู้เสียชีวิตหลายสิบราย และผู้พลัดถิ่นไม่ต่ำกว่า 65,000 คน
  • ยังไม่มีรายงานคนไทยได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิต แต่กระทรวงการต่างประเทศขอเรียกร้องให้คนไทย พิจารณาออกนอกพื้นที่เสี่ยงโดยเร็วที่สุด และลงทะเบียนแจ้งข้อมูลที่อยู่และช่องทางติดต่อให้กับสถานเอกอัครราชทูตและสถานกงสุลใหญ่ที่รับผิดชอบ

 

1.2 ความคืบหน้าของการให้ความช่วยเหลือคนไทยในพื้นที่

  • อิหร่าน สถานะ ณ วันที่ 5 มีนาคม 2569 มีคนไทยลงทะเบียนอพยพแล้ว 117 คน โดยรอบแรกในวันที่ 7 มีนาคม จะเดินทางออกมาก่อน 68 คน ส่วนรอบที่สองในวันที่ 10 มีนาคม จะเดินทางออกมา 49 คน เนื่องจากมีบางส่วนอยู่ระหว่างการจัดทำ Exit Visa
  • กระทรวงการต่างประเทศขอเรียกร้องให้คนไทยในอิหร่านที่ต้องการเดินทางกลับเพิ่มเติม รีบติดต่อสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงเตหะราน โดยทันที เพื่อจะได้ประสานงานด้านเอกสารกับหน่วยงานต่าง ๆ ได้ทันท่วงที
  • คณะเจ้าหน้าที่ของกรมการกงสุลได้ออกเดินทางไปยังตุรกีแล้วในวันนี้ เพื่ออำนวยความสะดวกผู้อพยพจากอิหร่านที่จะข้ามแดนทางบกมายังตุรกีเพื่อต่อเครื่องบินกลับไทย
  • เลบานอน ปัจจุบัน มีคนไทยในพื้นที่ 118 คน โดยสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงริยาด ซึ่งรับผิดชอบดูแลคนไทยในเลบานอน ได้ออกประกาศขอให้คนไทย (1) ออกจากเลบานอนโดยเร็วที่สุด ขณะที่เที่ยวบินพาณิชย์ยังเปิดให้บริการ (2) หลีกเลี่ยงการเดินทางไปพื้นที่เสี่ยงภัย และ (3) ลงทะเบียนแจ้งข้อมูลที่อยู่และช่องทางการติดต่อเพื่อให้ความช่วยเหลือในกรณีฉุกเฉิน และขอให้ติดตามข่าวสารจากสถานเอกอัครราชทูตอย่างใกล้ชิดต่อไป
  • บาห์เรน มีผู้แจ้งความประสงค์เดินทางกลับไทยแล้ว 917 คน โดยเมื่อวันที่ 4 มีนาคม 2569 สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงมานามา ได้นำคนไทยกลุ่มแรกจำนวน 9 คนข้ามไปยังเมืองดัมมัม ซาอุดีอาระเบีย เพื่อขึ้นเครื่องบินกลับถึงประเทศไทยแล้ว และจะยังมีคนไทยอีก 3 - 4 กลุ่มในช่วง 2 - 3 วันข้างหน้าที่จะเดินทางกลับไทยต่อไป ทั้งยังได้แจกจ่ายของยังชีพเพื่อสร้างขวัญกำลังใจให้กับคนที่ยังอยู่ในบาห์เรนด้วย
  • กระทรวงการต่างประเทศยังได้สั่งการให้เปิดศูนย์ที่เมืองดัมมัม เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ผู้ที่จะข้ามมาจากบาห์เรนและประเทศอื่น ๆ เพื่อต่อเครื่องบินกลับไทยในอนาคตด้วย
  • สำหรับคูเวตและกาตาร์ น่านฟ้ายังคงปิดอยู่ โดยสถานเอกอัครราชทูตยังคงติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดเพื่อหาเส้นทาง หากต้องมีการอพยพต่อไป
  • ในส่วนของประเทศอื่น ๆ สถานเอกอัครราชทูตและสถานกงสุลใหญ่ในพื้นที่ได้อำนวยความสะดวกประชาชนไทยที่ประสงค์กลับประเทศ ประสานงานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อเร่งรัดกระบวนการ และยังคงสำรวจเส้นทางอพยพเพิ่มเติมกรณีเกิดเหตุฉุกเฉิน
  • กรมสุขภาพจิตยังได้เปิดช่องทาง Line Official เพื่อให้คำปรึกษาปัญหาสุขภาพจิตสำหรับคนไทยในตะวันออกกลางด้วย

 

  • สถานการณ์ปัจจุบันยังคงมีความเปราะบาง การดำเนินการใด ๆ ของไทยจึงจะต้องมีความสมดุลและเหมาะสมกับสถานการณ์ ยึดกฎหมายระหว่างประเทศ และที่สำคัญที่สุด จะต้องตั้งอยู่บนพื้นฐานของผลประโยชน์สูงสุดของไทยในขณะนี้ ซึ่งก็คือ ความปลอดภัยของประชาชนไทย
  • ในห้วงเวลาที่มีความท้าทายเช่นนี้ ทุกฝ่ายจากทุกวงการ โดยเฉพาะผู้สันทัดด้านการต่างประเทศควรจะต้องเข้าใจ โดยสามารถวิจารณ์ได้ แต่จะต้องเป็นการวิจารณ์ที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของความรับผิดชอบ ด้วยคำนึงถึงความปลอดภัยของประชาชนไทยที่ยังคงอยู่ในพื้นที่เป็นสำคัญ

 

  1. สถานการณ์แรงงานไทยในตะวันออกกลาง (แถลงโดยนายสันติ นันตสุวรรณ รองปลัดกระทรวงแรงงานและโฆษกกระทรวงแรงงาน)
  • มีแรงงานไทยที่เดินทางไปทำงานในต่างประเทศและพำนักอยู่ในภูมิภาคตะวันออกกลาง ซึ่งผ่านการอนุญาตและการรับแจ้งไปทำงานของกรมการจัดหางาน กระทรวงแรงงาน ประมาณ 61,396 คน โดยภายหลังจากเกิดสถานการณ์สู้รบระหว่างสหรัฐฯ และอิสราเอลกับอิหร่าน เมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2569 กระทรวงแรงงานได้กำหนดมาตรการและดำเนินการ ดังนี้
  • การจัดตั้งศูนย์ช่วยเหลือและประสานงานติดตามสถานการณ์ความไม่สงบในภูมิภาคตะวันออกกลาง โดยมีปลัดกระทรวงแรงงานเป็นประธาน ทำหน้าที่ติดตามสถานการณ์ รับเรื่อง และประสานการช่วยเหลือแรงงานไทยอย่างใกล้ชิด
  • การชะลอการจัดส่งแรงงานไทย ไปทำงานในประเทศในภูมิภาคตะวันออกกลางที่มีความเสี่ยง เป็นการชั่วคราว จนกว่าสถานการณ์จะคลี่คลาย
  • การส่งเสริมการใช้ Application SMART TOEA ผ่านสำนักงานแรงงานไทยในภูมิภาคตะวันออกกลาง และสำนักงานแรงงานจังหวัดทั้ง 76 จังหวัดในไทย โดยระบบดังกล่าวจะบันทึกพิกัดสถานที่ทำงานหรือที่พักของแรงงานไทย เพื่อให้กระทรวงแรงงาน สถานเอกอัครราชทูต และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง สามารถเข้าช่วยเหลือได้อย่างทันท่วงทีหากเกิดเหตุฉุกเฉิน
  • การลงพื้นที่ดูแลครอบครัวแรงงานไทย เนื่องจากแรงงานบางส่วนอาจยังไม่ได้อัปเดตหรือยกเลิกการติดตั้ง Application SMART TOEA ทำให้ไม่สามารถทราบพิกัดตำแหน่งได้ กระทรวงแรงงานจึงมอบหมายให้สำนักงานแรงงานจังหวัดและหน่วยงานในสังกัดทั่วประเทศลงพื้นที่เยี่ยมครอบครัวแรงงานไทยในภูมิภาคตะวันออกกลาง เพื่อสร้างการรับรู้ ให้กำลังใจ และประชาสัมพันธ์ให้แรงงานไทยดาวน์โหลดและเปิดใช้งาน Application SMART TOEA เพื่อให้สามารถระบุตำแหน่งได้ในกรณีฉุกเฉิน
  • การประชาสัมพันธ์ช่องทางติดต่อสถานเอกอัครราชทูต ให้แรงงานไทยในแต่ละประเทศทราบช่องทางการติดต่อสำนักงานแรงงานและสถานเอกอัครราชทูตในภูมิภาคตะวันออกกลาง เพื่อให้ลงทะเบียนกับสถานเอกอัครราชทูต และปฏิบัติตามประกาศแจ้งเตือนอย่างเคร่งครัด
  • การเตรียมความพร้อมกรณีอพยพแรงงาน โดยกระทรวงแรงงานได้จัดตั้งคณะทำงานเพื่อเตรียมความพร้อมสนับสนุนกำลังเจ้าหน้าที่ กรณีมีความจำเป็นต้องอพยพแรงงานไทยกลับประเทศไทย ทั้งนี้ กระทรวงแรงงานมีสำนักงานแรงงานไทยในต่างประเทศ 3 แห่ง ได้แก่ (1) สำนักงานแรงงาน ณ กรุงเทลอาวีฟ อิสราเอล (2) สำนักงานแรงงาน ณ กรุงอาบูดาบี สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และ (3) สำนักงานแรงงาน ณ กรุงริยาด ซาอุดีอาระเบีย ซึ่งจะทำงานร่วมกับสถานเอกอัครราชทูตอย่างใกล้ชิด เพื่อประสานความช่วยเหลือและอำนวยความสะดวกแก่แรงงานไทย

 

  1. การกำกับดูแลราคาสินค้าและบริการอันสืบเนื่องมาจากสถานการณ์แรงงานไทยในตะวันออกกลาง (แถลงโดยนายกรนิจ โนนจุ้ย ผู้ตรวจราชการกระทรวงพาณิชย์และรองโฆษกกระทรวงพาณิชย์)

3.1 ภาพรวมการกำกับดูแลราคาสินค้าและบริการ

  • กระทรวงพาณิชย์ได้ติดตามสถานการณ์ผลกระทบจากความขัดแย้งในตะวันออกกลางอย่างใกล้ชิดตามข้อสั่งการของรัฐบาล เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดผลกระทบต่อค่าครองชีพของประชาชน โดยเฉพาะการฉวยโอกาสปรับขึ้นราคาสินค้าและบริการโดยไม่มีเหตุผลด้านต้นทุนที่แท้จริง
  • จากการประเมินสถานการณ์ในปัจจุบัน รวมถึงนโยบายตรึงราคาน้ำมันของรัฐบาล ยังไม่มีเหตุปัจจัยด้านต้นทุนราคาที่จะส่งผลให้ราคาสินค้าอุปโภคบริโภคต้องปรับเพิ่มขึ้นแต่อย่างใด โดยสินค้ายังมีปริมาณเพียงพอและระบบการกระจายสินค้าเป็นไปตามกลไกปกติ

 

3.2 บูรณาการลงพื้นที่ตรวจสอบจริงทุกจังหวัดทั่วประเทศ

  • กระทรวงพาณิชย์ร่วมกับกระทรวงมหาดไทยลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์ราคาสินค้าและการบริการในทุกจังหวัดทั่วประเทศ โดยผู้ว่าราชการจังหวัดทั่วประเทศได้ดำเนินการเข้มงวดตาม 3 มาตรการสำคัญ ได้แก่ (1) กำกับดูแลราคาสินค้าอุปโภคบริโภคและราคาพลังงานในพื้นที่อย่างใกล้ชิด (2) สร้างการรับรู้และความเข้าใจที่ถูกต้องแก่ประชาชนเพื่อลดความตระหนกและยืนยันว่าสินค้ายังมีเพียงพอ และ (3) กำกับหน่วยงานราชการในจังหวัดให้ดำเนินการตามมาตรการของรัฐบาลอย่างเคร่งครัด
  • กระทรวงพาณิชย์กับกระทรวงมหาดไทยยังเปิดช่องทางศูนย์ดำรงธรรมจังหวัดและอำเภอเพื่อรับเรื่องร้องเรียนจากประชาชนควบคู่กับระบบรับแจ้งของกระทรวงฯ
  • จากการลงพื้นที่ทั่วประเทศ พบว่าการจำหน่ายสินค้าโดยรวมยังเป็นไปตามปกติ สินค้ามีเพียงพอ และราคาส่วนใหญ่ยังอยู่ในระดับปกติ ยังไม่พบการปรับขึ้นราคาอย่างมีนัยสำคัญจากสถานการณ์ต่างประเทศ การปรับขึ้นราคาสินค้าในปัจจุบันเป็นไปตามกลไกอุปสงค์-อุปทาน

 

3.3 การกำกับดูแลราคาและการบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวด

  • กระทรวงพาณิชย์ได้ยกระดับการกำกับดูแลราคาสินค้าและพฤติกรรมทางการค้า โดยจัดชุดสายตรวจเฉพาะกิจลงตรวจสอบผู้ผลิต ผู้จำหน่าย ห้างค้าปลีกค้าส่ง และร้านค้าทั่วประเทศอย่างต่อเนื่อง
  • หากพบการกระทำที่เข้าข่ายความผิด อาทิ ปรับขึ้นราคาสินค้าโดยไม่มีเหตุผลด้านต้นทุนที่แท้จริง กักตุนสินค้า ปฏิเสธการจำหน่าย หรือจำกัดปริมาณขายโดยไม่มีเหตุอันสมควร หรือสร้างสถานการณ์ให้เกิดความเข้าใจผิดหรือทำให้ประชาชนตื่นตระหนก กระทรวงพาณิชย์จะดำเนินคดีตามกฎหมายว่าด้วยราคาสินค้าและบริการอย่างเด็ดขาดทันที โดยไม่มีการผ่อนผัน
  • กระทรวงพาณิชย์ได้เปิดให้ประชาชนร้องเรียนผ่านสายด่วนกระทรวงพาณิชย์ 1569 ตลอด 24 ชั่วโมง หากพบการจำหน่ายสินค้าไม่เป็นธรรม การปฏิเสธการขาย หรือการปรับขึ้นราคาโดยไม่สมเหตุสมผล
  • กระทรวงพาณิชย์ยังติดตามข้อมูลจากช่องทางออนไลน์และสื่อสังคมอย่างใกล้ชิดเพื่อนำข้อร้องเรียนหรือข้อมูลที่ประชาชนพบเห็นเข้าสู่กระบวนการตรวจสอบภาคสนามอย่างรวดเร็ว

 

3.4 การติดตามโครงสร้างต้นทุนและบริหารเสถียรภาพราคาอย่างเป็นระบบ

  • กระทรวงพาณิชย์ได้จัดตั้งคณะทำงานติดตามผลกระทบด้านต้นทุนสินค้าแบบบูรณาการ ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและภาคเอกชน เพื่อวิเคราะห์ผลกระทบเชิงโครงสร้างที่อาจเกิดขึ้นจากสถานการณ์พลังงานโลก โดยเฉพาะผลของราคาน้ำมันต่อค่าขนส่ง ต้นทุนการผลิต วัตถุดิบปิโตรเคมี ปุ๋ย และบรรจุภัณฑ์ โดยกระทรวงพาณิชย์จะติดตามการดำเนินการเป็นรายหมวดสินค้า เพื่อประเมินว่าต้นทุนที่เปลี่ยนแปลงส่งผลต่อราคาสินค้าในระดับใด และกำหนดแนวทางกำกับดูแลให้สอดคล้องกับข้อเท็จจริง ไม่ให้เกิดการปรับราคาล่วงหน้าเกินความจำเป็น

 

3.5 มาตรการระยะต่อไปในการดูแลปริมาณสินค้าและควบคุมราคา

  • กระทรวงพาณิชย์ได้ประชุมกับผู้ประกอบการห้างค้าปลีก - ค้าส่งทั่วประเทศ เพื่อบริหารจัดการสต๊อกสินค้าอย่างเพียงพอ ควบคุมราคา และเพิ่มความถี่ในการเติมสินค้าเข้าสู่ชั้นจำหน่ายอย่างต่อเนื่อง เพื่อป้องกันการขาดช่วงของสินค้าในช่วงที่ประชาชนมีความกังวลจากสถานการณ์ต่างประเทศ
  • กระทรวงพาณิชย์ยืนยันว่าจะใช้ทุกกลไกด้านกฎหมาย การบริหารจัดการ และการบูรณาการกับทุกหน่วยงาน เพื่อรักษาเสถียรภาพราคาสินค้า ดูแลค่าครองชีพ และสร้างความมั่นใจให้กับประชาชนตลอดช่วงสถานการณ์ดังกล่าว

รูปภาพประกอบ

รูปภาพประกอบ