สรุปการแถลงข่าวประจำสัปดาห์โดยอธิบดีกรมสารนิเทศและโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ เมื่อวันที่ 8 มกราคม 2569 เวลา 11.30 น.

สรุปการแถลงข่าวประจำสัปดาห์โดยอธิบดีกรมสารนิเทศและโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ เมื่อวันที่ 8 มกราคม 2569 เวลา 11.30 น.

วันที่นำเข้าข้อมูล 8 ม.ค. 2569

วันที่ปรับปรุงข้อมูล 9 ม.ค. 2569

| 202 view

สรุปการแถลงข่าวประจำสัปดาห์
โดยอธิบดีกรมสารนิเทศและโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ

วันที่ 8 มกราคม 2569 เวลา 11.30 น.
ณ ห้องแถลงข่าว และทาง Facebook/TIKTOK/Youtube LIVE กระทรวงการต่างประเทศ

 

  1. พัฒนาการสถานการณ์ชายแดนไทย - กัมพูชา

 

1.1 กรณีกองกำลังกัมพูชายิงเข้ามายังพื้นที่ช่องบก จังหวัดอุบลราชธานี

  • เมื่อวันที่ 6 มกราคม 2569 กระทรวงการต่างประเทศมีความจำเป็นต้องออกแถลงการณ์ประณามกรณีมีการยิงเข้ามาโดยกองกำลังกัมพูชามายังพื้นที่ช่องบก จังหวัดอุบลราชธานี ซึ่งส่งผลให้ทหารไทยได้รับบาดเจ็บ 1 นาย
  • ฝ่ายไทยใช้ความอดทนอดกลั้นและไม่ได้ตอบโต้การใช้อาวุธดังกล่าวของกัมพูชา ด้วยการใช้อาวุธเช่นกัน แต่ตอบโต้ด้วยการติดต่อไปยังฝ่ายกัมพูชาโดยทันที เพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริงตามช่องทางการสื่อสารต่าง ๆ ซึ่งเป็นไปตามถ้อยแถลงร่วม (Joint Statement) ที่ทั้งสองฝ่ายลงนามร่วมกันในการประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไปไทย - กัมพูชา (General Border Committee: GBC) สมัยพิเศษ เมื่อวันที่ 27 ธันวาคม 2568
  • นอกจากนี้ ไทยมีหนังสือประท้วงไปยังฝ่ายกัมพูชาอย่างเป็นทางการ โดยเรียกร้องให้ฝ่ายกัมพูชาแสดงความรับผิดชอบ ขอโทษต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และปฏิบัติตามถ้อยแถลงร่วมฯ อย่างเคร่งครัดและจริงใจ อีกทั้งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศส่งข้อความถึงรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศกัมพูชาเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าวด้วย
  • ล่าสุด ฝ่ายกัมพูชา โดยภูมิภาคทหารที่ 4 และกระทรวงการต่างประเทศกัมพูชา มีหนังสือถึงฝ่ายไทย ชี้แจงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นว่า เป็นเหตุระเบิดของกระสุนชนิด DKZ ที่ตกค้างอยู่ในกองขยะ ขณะที่กองกำลังกัมพูชาอยู่ระหว่างจัดระเบียบและทำความสะอาดพื้นที่ พร้อมทั้งแสดงความเสียใจต่ออุบัติเหตุครั้งนี้ ซึ่งทำให้ทหารไทยได้รับบาดเจ็บ ปัจจุบัน ฝ่ายกัมพูชาอยู่ระหว่างการสอบสวนกรณีดังกล่าวเพิ่มเติมและวางมาตรการป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้อีก
  • ฝ่ายไทยหวังเป็นอย่างยิ่งว่า การดำรงช่องทางการสื่อสารโดยตรง ทั้งในส่วนกลางและระดับพื้นที่อย่างเช่นในกรณีนี้ ซึ่งเป็นหนึ่งในข้อกำหนดของถ้อยแถลงร่วมฯ จะสามารถตอบสนองต่อสถานการณ์เร่งด่วนได้อย่างทันท่วงที เพื่อลดความตึงเครียดและความเสี่ยงที่จะเกิดการปะทะกันขึ้น ซึ่งสอดคล้องกับเจตนารมณ์ที่ทั้งสองฝ่ายมุ่งหาทางออกร่วมกันโดยสันติวิธี

 

1.2 การปฏิบัติตามข้อตกลงหยุดยิงของไทยและประเด็นเขตแดน ต่อกรณีที่ฝ่ายกัมพูชาประท้วงว่า ไทยเข้ายึดครองและปฏิบัติการทางทหารในหลายพื้นที่ของกัมพูชา ศูนย์ประสานข้อมูลข่าวสารร่วมไทย - กัมพูชาและหน่วยความมั่นคงชี้แจงแล้วเบื้องต้น ดังนี้

  • ประเทศไทยปฏิบัติตามถ้อยแถลงร่วมฯ ที่ทั้งสองฝ่ายลงนาม เมื่อวันที่ 27 ธันวาคม 2568 อย่างเคร่งครัด
  • การคงกำลังทหารของทั้งสองฝ่ายที่มีอยู่ในพื้นที่ปัจจุบันภายหลังการหยุดยิง ถือเป็นการปฏิบัติตามข้อ 2 ของถ้อยแถลงร่วมฯ ซึ่งถือเป็นมาตรการลดความตึงเครียดที่ตกลงร่วมกัน และไม่สามารถตีความเป็นการยึดครองดินแดน ดังนั้น ฝ่ายไทยจึงขอปฏิเสธข้อกล่าวหาที่ไม่มีมูลของกัมพูชาที่ว่า ไทยผนวกดินแดนกัมพูชาโดยมิชอบ และเรียกร้องให้กัมพูชายุติการเผยแพร่ข้อกล่าวอ้างดังกล่าวโดยทันที เนื่องจากบ่อนทำลายบรรยากาศที่เอื้อต่อการเจรจาโดยสันติ
  • ฝ่ายไทยดำเนินมาตรการด้านความมั่นคงภายในพื้นที่ของฝ่ายไทยภายหลังการหยุดยิง เป็นไปตามข้อ 6 ของถ้อยแถลงร่วมฯ ที่กำหนดให้ทั้งสองฝ่ายละเว้นจากการดำเนินการยั่วยุใด ๆ ที่อาจนำไปสู่ความตึงเครียดที่เพิ่มขึ้น รวมถึงการปฏิบัติการทางทหารเพื่อรุกล้ำเขตน่านฟ้า ดินแดน หรือที่ตั้งของอีกฝ่าย ณ เวลาหยุดยิง
  • ฝ่ายไทยยังคงยึดมั่นในกระบวนการสำรวจและจัดทำหลักเขตแดนทางบกร่วมกับฝ่ายกัมพูชา โดยมีกลไกคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วม (Joint Boundary Commission: JBC) เป็นผู้พิจารณาประเด็นด้านกฎหมายและเทคนิค อย่างไรก็ดี การดำเนินการเรื่องเขตแดนควรอยู่ภายใต้บรรยากาศที่ไม่ตึงเครียดและอยู่บนพื้นฐานของความไว้เนื้อเชื่อใจระหว่างกัน ไทยจึงเรียกร้องให้กัมพูชาดำเนินมาตรการลดความตึงเครียดต่าง ๆ ตามที่ระบุไว้ในถ้อยแถลงร่วมฯ โดยเฉพาะการเก็บกู้ทุ่นระเบิดเพื่อมนุษยธรรม เพื่อความปลอดภัยของประชาชนและชุดสำรวจในพื้นที่
  • ฝ่ายไทยยึดมั่นในการแก้ไขปัญหาผ่านกลไกทวิภาคีมาโดยตลอด และพร้อมที่จะกลับมาขับเคลื่อนกลไก JBC โดยเร็วที่สุด อย่างไรก็ดี ปัจจุบัน ฝ่ายไทยอยู่ระหว่างการดำเนินกระบวนการภายใน ซึ่งต้องรอจนกว่าการจัดตั้งรัฐบาลชุดใหม่ภายหลังการเลือกตั้งทั่วไปจะแล้วเสร็จ โดยจะเสนอกำหนดวันจัดประชุม JBC ครั้งต่อไป พร้อมร่างระเบียบวาระการประชุมให้ฝ่ายกัมพูชาทราบต่อไป
  • ฝ่ายไทยยืนยันความมุ่งมั่นและความจริงใจในการหาทางออกเรื่องการสำรวจและจัดทำหลักเขตแดนที่เป็นที่ยอมรับของทั้งสองฝ่าย เพื่อสันติภาพ ความมั่นคง และความเจริญรุ่งเรืองที่ยั่งยืนร่วมกันของทั้งสองประเทศ

 

  1. สถานการณ์ในเวเนซุเอลา
  • สืบเนื่องจากสถานการณ์ความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ กับเวเนซุเอลา และเหตุการณ์เมื่อวันที่ 3 มกราคม 2569 ซึ่งขณะนี้ ยังมีพัฒนาการต่อเนื่องของสถานการณ์ดังกล่าว
  • ประเทศไทยได้ติดตามสถานการณ์ในเวเนซุเอลาอย่างใกล้ชิด ตั้งแต่ก่อนเกิดเหตุการณ์เมื่อวันที่ 3 มกราคม และเรียกร้องให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องแก้ไขความขัดแย้งด้วยสันติวิธี โดยเคารพกฎบัตรสหประชาชาติและกฎหมายระหว่างประเทศ รวมถึงใช้ความยับยั้งชั่งใจเพื่อไม่นำไปสู่ความรุนแรงที่ขยายตัวมากขึ้น พร้อมให้ความสำคัญกับการคุ้มครองพลเรือนและเคารพในเจตนารมณ์ของประชาชนชาวเวเนซุเอลา
  • สำหรับการดูแลคนไทยในเวเนซุเอลา สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงลิมา ประเทศเปรู ซึ่งรับผิดชอบดูแลเวเนซุเอลา ติดต่อกับคนไทยในเวเนซุเอลาอย่างใกล้ชิด ซึ่งมีคนไทยที่อาศัยในเวเนซุเอลาและลงทะเบียนกับสถานเอกอัครราชทูต 1 คน เเละไม่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ดังกล่าว อย่างไรก็ตาม หากมีคนไทยในเวเนซุเอลาที่ไม่ได้ลงทะเบียนและต้องการความช่วยเหลือใด ๆ สามารถติดต่อสถานเอกอัครราชทูตฯ เพื่อขอรับความช่วยเหลือได้ทันที
  • โดยที่สถานการณ์ยังมีความไม่แน่นอน กระทรวงการต่างประเทศจึงขอให้คนไทยที่ไม่มีเหตุจำเป็นเร่งด่วน พิจารณาทบทวนการเดินทางไปบริเวณดังกล่าวในขณะนี้

 

  1. การรับคืนโบราณวัตถุจากสหรัฐฯ
  • เมื่อวันที่ 6 มกราคม 2569 กระทรวงการต่างประเทศเข้าร่วมงานแถลงข่าวการรับมอบโบราณวัตถุ “ประติมากรรมสำริดกลุ่มประโคนชัย” ซึ่งได้รับการส่งคืนมายังประเทศไทย จากพิพิธภัณฑ์ศิลปะเอเชีย นครซานฟรานซิสโก สหรัฐฯ โดยมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรมเป็นประธาน และมีอธิบดีกรมศิลปากร ผู้แทนจากสถานเอกอัครราชทูตสหรัฐฯ ประจำประเทศไทย และผู้แทนจากหน่วยงานอื่นเข้าร่วมด้วย
  • โบราณวัตถุประติมากรรมสำริดกลุ่มประโคนชัย จำนวน 4 รายการ ถูกค้นพบครั้งแรกในพื้นที่อำเภอประโคนชัย จังหวัดบุรีรัมย์ ก่อนในเวลาต่อมา จะถูกนำไปจัดแสดงที่พิพิธภัณฑ์ศิลปะเอเชีย นครซานฟรานซิสโก
  • ที่ผ่านมา กระทรวงการต่างประเทศและสถานกงสุลใหญ่ ณ นครลอสแอนเจลิส สนับสนุนการประสานงานระหว่างกรมศิลปากรกับสำนักงานสืบสวนความมั่นคงแห่งมาตุภูมิ (Homeland Security Investigations - HSI) และทำงานร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อดำเนินการติดตามทวงคืนโบราณวัตถุดังกล่าว โดยประสานกับฝ่ายสหรัฐฯ เพื่อติดตามการคืนมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2561
  • ในเดือนเมษายน 2568 พิพิธภัณฑ์ฯ ถอดถอนประติมากรรมทั้ง 4 รายการ ออกจากบัญชีของพิพิธภัณฑ์ฯ เป็นการถาวร และประสานงานกับสถานกงสุลใหญ่ฯ เพื่อดำเนินการตามขั้นตอนส่งคืนสู่ประเทศไทย และเมื่อวันที่ 8 ธันวาคม 2568 เอกอัครราชทูต ณ กรุงวอชิงตัน และกงสุลใหญ่ ณ นครลอสแอนเจลิส เข้าร่วมพิธีรับมอบโบราณวัตถุทั้ง 4 รายการ ที่นครซานฟรานซิสโก ขณะที่สถานกงสุลใหญ่ฯ ดำเนินการที่เกี่ยวข้องในการขนส่งกลับคืนสู่ประเทศไทยในที่สุด
  • การรับมอบโบราณวัตถุในครั้งนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งในฐานะหลักฐานทางโบราณคดี สะท้อนถึงความรุ่งเรืองของชุมชนโบราณในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือของไทย ความมุ่งมั่นของรัฐบาลไทยในการติดตามและนำคืนทรัพย์สินทางศิลปวัฒนธรรมของไทยจากต่างประเทศ ตลอดจนความร่วมมืออย่างใกล้ชิดของหน่วยงานต่าง ๆ ของไทยในการดำเนินการติดตามโบราณวัตถุรายการอื่น ๆ ให้กลับคืนสู่ประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง
  • กระทรวงการต่างประเทศขอขอบคุณฝ่ายสหรัฐฯ โดยเฉพาะ HSI และพิพิธภัณศิลปะแห่งเอเชียฯ ในความร่วมมือข้างต้น กระทรวงฯ ขอแสดงความมุ่งมั่นที่จะร่วมกับกระทรวงวัฒนธรรมและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ในการติดตามโบราณวัตถุของไทยในต่างประเทศรายการต่าง ๆ กลับคืนสู่ประเทศไทยต่อไป

 

  1. สรุปการลงทะเบียนเลือกตั้งนอกราชอาณาจักรและการลงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ
  • ตามที่สถานเอกอัครราชทูตและสถานกงสุลใหญ่ทั่วโลกเปิดให้ชุมชนไทยในต่างประเทศลงทะเบียนขอใช้สิทธิเลือกตั้งระหว่างวันที่ 20 ธันวาคม 2568 - 5 มกราคม 2569 และการขอใช้สิทธิออกเสียงประชามติระหว่าง 3 - 5 มกราคม 2569
  • ขณะนี้ สำนักงานต่าง ๆ ในต่างประเทศ ปิดการลงทะเบียนแล้ว มีผู้ลงทะเบียนขอใช้สิทธิเลือกตั้งฯ ทั้งหมด 139,535 คน เพิ่มขึ้นกว่าการลงทะเบียนฯ เมื่อปี 2566 ร้อยละ 21.09 ซึ่งมีผู้ลงทะเบียนฯ รวม 115,227 คนซึ่งถือเป็นการลงทะเบียนฯ มากที่สุดครั้งหนึ่ง
  • 5 ประเทศที่มียอดผู้ลงทะเบียนขอใช้สิทธิเลือกตั้งนอกราชอาณาจักรสูงสุด ได้แก่ (1) ออสเตรเลีย (2) สหรัฐฯ (3) ญี่ปุ่น (4) สหราชอาณาจักร และ (5) เยอรมนี
  • สำหรับผู้ลงทะเบียนขอใช้สิทธิออกเสียงประชามตินอกราชอาณาจักรมีทั้งสิ้น 95,666 คน โดย 5 ประเทศที่มียอดผู้ลงทะเบียนขอใช้สิทธิออกเสียงประชามติ นอกราชอาณาจักรสูงสุด ได้แก่ (1) ออสเตรเลีย (2) สหรัฐฯ (3) ญี่ปุ่น (4) เยอรมนี และ (5) สหราชอาณาจักร
  • ตั้งแต่วันนี้ (8 มกราคม 2569) จะมีการประกาศรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้งและออกเสียงประชามตินอกราชอาณาจักร กระทรวงการต่างประเทศจึงขอเชิญชวนให้ผู้ที่ลงทะเบียนขอใช้สิทธิข้างต้น โปรดตรวจสอบรายชื่อผู้มีสิทธิและติดตามข่าวสารเกี่ยวกับการใช้สิทธิจากสถานเอกอัครราชทูต สถานกงสุลใหญ่ และสำนักงานการค้าและเศรษฐกิจไทยอย่างใกล้ชิด และเดินทางไปใช้สิทธิในวันที่ที่แต่ละประเทศกำหนด
  • กระทรวงการต่างประเทศให้ความสำคัญอย่างยิ่่งในการจัดให้คนไทยในต่างประเทศได้ใช้สิทธิอย่างเต็มที่และสะดวก ผ่านช่องทางต่าง ๆ ทั้งในรูปแบบคูหาที่สำนักงานในต่างประเทศ ทางไปรษณีย์ และการจัดตั้งหน่วยเลือกตั้งและลงประชามติเคลื่อนที่ในพื้นที่ที่มีคนไทยจำนวนมาก
  • โดยที่เป็นครั้งแรกที่จะมีการจัดการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพร้อมกับการออกเสียงประชามติในต่างประเทศ กระทรวงการต่างประเทศจึงได้รณรงค์และประชาสัมพันธ์เชิงรุกเพื่อเสริมสร้างความรู้ ความเข้าใจ และสร้างความตระหนักรู้ต่อการเลือกตั้ง และออกเสียงประชามตินอกราชอาณาจักรที่จะเกิดขึ้น และขอชื่นชมชุมชนไทยที่ตื่นตัวต่อการลงทะเบียนมากขึ้น ทำให้ตัวเลขผู้ขอใช้สิทธิเลือกตั้งเพิ่มขึ้นกว่าร้อยละ 21 
  • คณะกรรมการการเลือกตั้งกำหนดให้สถานเอกอัครราชทูต สถานกงสุลใหญ่ จัดการเลือกตั้งนอกราชอาณาจักรพร้อมกับการออกเสียงประชามติได้ในระหว่างวันที่ 19 - 30 มกราคม 2569 โดยผู้ลงทะเบียนสามารถเลือกตั้งและออกเสียงประชามติได้ตามช่องทางที่ได้เลือกไว้
  • สำหรับบัตรเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ภายหลังวันที่ 30 มกราคม 2568 สำนักงานในต่างประเทศจะส่งบัตรฯ กลับมายังประเทศไทย เพื่อนำมาคัดแยกและส่งไปนับที่เขตเลือกตั้งทั้ง 400 เขตในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ต่อไป
  • สำหรับการออกเสียงประชามติ สำนักงานต่าง ๆ ในต่างประเทศจะนับบัตรการออกเสียงประชามติที่สำนักงานฯ ในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 และรายงานผลให้กระทรวงฯ และคณะกรรมการการเลือกตั้งทราบเพื่อประกาศผลต่อไป
  • ขอเชิญชวนประชาชนคนไทยในประเทศต่าง ๆ ที่ลงทะเบียนไว้ อย่าลืมใช้สิทธิทั้งการเลือกตั้งและการออกเสียงประชามติ เพื่อกำหนดอนาคตประเทศไทยในครั้งนี้

สามารถรับชมย้อนหลังได้ที่ https://www.facebook.com/share/v/1KDXQomojP/

รูปภาพประกอบ

รูปภาพประกอบ