สรุปการแถลงข่าวประจำสัปดาห์ โดยอธิบดีกรมสารนิเทศและโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ วันที่ 29 ตุลาคม 2569
สรุปการแถลงข่าวประจำสัปดาห์
โดยอธิบดีกรมสารนิเทศและโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ
วันที่ 29 ตุลาคม 2569 เวลา 15.00 น. ณ ห้องแถลงข่าวกระทรวงการต่างประเทศ
1. ผลการเยือนอิตาลี วาติกัน สเปน และโปรตุเกสของรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ระหว่างวันที่ 19-23 ตุลาคม 2569
กำหนดการสำคัญต่างๆ ในการเยือนทั้ง 3 ประเทศ ได้แก่
- การเข้าร่วมพิธีถวายเครื่องอิสริยาภรณ์แห่งสาธารณรัฐอิตาลี ชั้น Knight Grand Cross แด่สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรีนารีรัตนราชกัญญา โดยนายแซร์โจ มัตตาเรลล่า ประธานาธิบดีอิตาลีเป็นผู้ถวาย ณ ทำเนียบประธานาธิบดี เมื่อวันที่ 20 ตุลาคม 2569 เพื่อเทิดพระเกียรติในพระกรณียกิจที่ทรงมีคุณูปการต่อการส่งเสริมความสัมพันธ์ไทย – อิตาลี โดยเฉพาะด้านศิลปะ วัฒนธรรม และแฟชั่น อันช่วยกระชับความสัมพันธ์ระหว่างประชาชนของทั้งสองประเทศ
- รองนายกรัฐมนตรีฯ ได้เข้าเยี่ยมคารวะและพบหารือกับผู้แทนระดับสูงของทั้ง 3 ประเทศ ได้แก่
- พระคาร์ดินัลปิเอโตร พาโรลิน เลขาธิการสันตะสำนักแห่งนครรัฐวาติกันและอาร์ชบิชอป พอล ริชาร์ด แกลลาเฮอร์ สมณมนตรีประจำสมณกระทรวงการต่างประเทศ นครรัฐวาติกัน เมื่อวันที่ 19 ตุลาคม
- นายโฆเซ มานูเอล อัลบาเรส รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ สหภาพยุโรปและความร่วมมือของสเปน เมื่อวันที่ 21 ตุลาคม โดยได้เป็นประธานร่วมการประชุมหารือทางการเมืองไทย – สเปน (หรือ Political Consultations) ครั้งที่ 8 และยังได้ร่วมกล่าวเปิดการประชุม Thailand – Spain Forum ครั้งที่ 4 อีกด้วย ซึ่งเป็นเวทีให้นักวิชาการชั้นนำทั้งจากไทยและสเปนได้ร่วมกันแลกเปลี่ยนมุมมอง และศึกษาลู่ทางของความร่วมมือคราวนี้เน้นประเด็นด้านความมั่นคงไซเบอร์และดิจิทัล เมืองอัจฉริยะและความร่วมมือด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
- นายเปาลู รังเจล รัฐมนตรีแห่งรัฐและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศโปรตุเกส เมื่อวันที่ 23 ตุลาคม
- การหารือทางโทรศัพท์กับนายอันโตนีโอ ตายานี รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศอิตาลี เมื่อวันที่ 21 ตุลาคม
3. ประเด็นสำคัญที่หยิบยกในการหารือกับประเทศต่าง ๆ ได้แก่
- การส่งเสริมความสัมพันธ์ และความร่วมมือระดับทวิภาคีในด้านการเมือง เศรษฐกิจ การค้า การลงทุน เทคโนโลยี นวัตกรรม และความสัมพันธ์ระหว่างประชาชน โดยได้ให้ความสำคัญกับสาขาที่มีศักยภาพสูง อาทิ การแพทย์ เกษตรกรรม พลังงานสะอาด สตาร์ทอัพ เศรษฐกิจดิจิทัล การท่องเที่ยว โครงสร้างพื้นฐาน และอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ
- ความสำคัญของพหุภาคีนิยมและระเบียบระหว่างประเทศที่ตั้งอยู่บนกติกา ซึ่งได้รับการตอบรับอย่างดีจากสามประเทศเหล่านี้ และยังได้แลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับสถานการณ์ระหว่างประเทศและพัฒนาการที่สำคัญในภูมิภาค
- ความสัมพันธ์ไทยกับสหภาพยุโรป (หรือ EU) โดยเฉพาะการเจรจาความตกลงการค้าเสรีไทย - EU ความร่วมมือด้านการตรวจลงตราสำหรับคนไทย และขอรับการสนับสนุนการเข้าเป็นสมาชิก OECD ของไทย
4. ผลลัพธ์ของการเยือน รองนายกรัฐมนตรีฯ ร่วมลงนามในเอกสารสำคัญ 3 ฉบับ ได้แก่
- บันทึกความเข้าใจระหว่างสถาบันการต่างประเทศเทวะวงศ์วโรปการกับโรงเรียนการทูตของกระทรวงการต่างประเทศสเปน
- ความตกลงยกเว้นการตรวจลงตราหนังสือเดินทางราชการไทย – สเปน
- ความตกลงยกเว้นการตรวจลงตราหนังสือเดินทางทูตและหนังสือเดินทางราชการไทย – โปรตุเกส
-
การเยือนครั้งนี้มีส่วนสำคัญในการกระชับความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับประเทศหุ้นส่วนในยุโรปตอนใต้ และสร้างพลวัตใหม่ให้แก่ความร่วมมือในหลากหลายสาขา โดยความตกลงยกเว้นการตรวจลงตราจะช่วยอำนวยความสะดวกในการเดินทางและส่งเสริมการติดต่อแลกเปลี่ยนระหว่างกันในระยะยาว
2. ผลการประชุมคณะกรรมการว่าด้วยยุทธศาสตร์การพัฒนาร่วมสำหรับพื้นที่ชายแดน (Joint Development Strategy for Border Areas: JDS) ระดับรัฐมนตรี ครั้งที่ 7 และการประชุมคณะกรรมาธิการร่วมว่าด้วยความร่วมมือ ทวิภาคี (Joint Commission: JC) ครั้งที่ 16 ระหว่างไทย – มาเลเซีย เมื่อวันที่ 27 ตุลาคม 2569 ที่โรงแรม Waldorf Astoria กรุงเทพฯ
รองนายกรัฐมนตรีฯ เป็นประธานร่วมกับดาโตะ เซอรี อูตามา ฮาจี โมฮามัด บิน ฮาจี ฮาซัน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศมาเลเซีย สาระสำคัญซึ่งมีความสำคัญและเป็นประโยชน์แก่ประชาชนคนไทยและมาเลเซีย โดยเฉพาะที่อยู่ในพื้นที่ ประกอบด้วย 4 ประเด็นหลัก ได้แก่
-
- ความปลอดภัยและสันติสุขบริเวณชายแดน โดยการหารือเน้นเรื่องการสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการพัฒนา และดำเนินงานตามแผนยุทธศาสตร์ JDS ค.ศ. 2024 – 2027 ที่มีพลวัตและจะดำเนินการเชิงรุกมากยิ่งขึ้น รวมถึงการใช้กลไกคณะกรรมการร่วมว่าด้วยความร่วมมือด้านความมั่นคงระหว่างไทยและมาเลเซีย (Joint Working Committee on Security Cooperation: JWC-SC) เพื่อเป็นเวทีหารือระดับนโยบายด้านการบริหารจัดการความมั่นคงชายแดน
- ด้านความเชื่อมโยง ทั้งสองฝ่ายหารือถึงการเร่งรัดโครงการก่อสร้างสะพานคู่ขนานข้ามแม่น้ำโก-ลก การรื้อฟื้นการเดินรถไฟสุไหงโก-ลก – รันเตาปันจัง การเสนอขยายเวลาทำการของจุดผ่านแดนเพื่อส่งเสริมความเชื่อมโยงระหว่างเขตเศรษฐกิจพิเศษชายแดนของทั้งสองประเทศ
- ด้านการค้าและการลงทุน ทั้งสองฝ่ายวางเป้าหมายเพื่อบรรลุมูลค่าการค้าทวิภาคี 3 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ ภายในปี 2570 และเห็นพ้องให้จัดการประชุมคณะกรรมการการค้าร่วม (Joint Trade Committee: JTC) ครั้งที่ 4 ในโอกาสแรกเพื่อหารือแนวทางกระชับความร่วมมือทางเศรษฐกิจต่อไป การส่งเสริมการเชื่อมโยงเขตเศรษฐกิจพิเศษเพื่อส่งเสริมการค้าระหว่างกันมากขึ้น โดยเฉพาะด้านอุตสาหกรรมยางและอุตสาหกรรมอาหารฮาลาล รวมถึงการจัดตั้งคณะกรรมการร่วมระดับรัฐมนตรีว่าด้วยความร่วมมือทวิภาคีด้านคมนาคมขนส่งไทย – มาเลเซีย (Joint Ministerial Committee on Transport Cooperation: JMC) ซึ่งจะเป็นกลไกสำคัญในการผลักดันความเชื่อมโยงข้ามแดน
- ด้านความสัมพันธ์ระดับประชาชน ทั้งสองประเทศเห็นพ้องที่จะทำให้การไปมาหาสู่ข้ามแดนของประชาชนมีความสะดวกขึ้นตามแผนความร่วมมือด้านการท่องเที่ยว (Roadmap for Tourism Cooperation) และสนับสนุนให้หาข้อสรุปการจัดทำบันทึกความเข้าใจด้านการศึกษาและแรงงานเพื่อจะลงนามในช่วงการประชุม Annual Consultation ครั้งที่ 8 เพื่อสร้างโอกาสให้กับนักเรียนและแรงงานของทั้งสองประเทศต่อไป นอกจากนั้น ยังจะร่วมมือกันในเรื่องการบริหารจัดการอุทกภัยและเร่งหาข้อสรุปบันทึกความเข้าใจการบริหารจัดการลุ่มน้ำแบบบูรณาการ เพื่อดูแลชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนทั้งสองประเทศที่ตั้งบ้านเรือนบริเวณชายแดนริมฝั่งแม่น้ำโก-ลก
3. กำหนดการเข้าร่วมการประชุมระดับรัฐมนตรีกรอบความร่วมมือแม่โขง - ล้านช้าง ครั้งที่ 11 ณ กรุงปักกิ่ง ของรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ระหว่างวันที่ 2 - 4 พฤศจิกายน 2569
- จะมีผู้แทนจากประเทศสมาชิกทั้ง 6 ประเทศ ได้แก่ ไทย จีน เวียดนาม สปป.ลาว กัมพูชา และเมียนมา เข้าร่วม โดยรองนายกรัฐมนตรีฯ จะเป็นประธานร่วมในการประชุมกับนายหวัง อี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศจีน
- วัตถุประสงค์หลักของการประชุมคือเพื่อทบทวนความคืบหน้าของการดำเนินงานภายใต้กรอบความร่วมมือแม่โขง - ล้านช้าง รวมถึงความร่วมมือต่อไปในอนาคตและเพื่อเตรียมการสำหรับการประชุมผู้นำกรอบความร่วมมือแม่โขง – ล้านช้าง ครั้งที่ 5
- ประเทศไทยจะผลักดันความร่วมมือในการแก้ไขและรับมือกับความท้าทายร่วมที่เร่งด่วนของอนุภูมิภาค เช่น การปราบปรามอาชญากรรมข้ามพรมแดน การบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ และปัญหาจากหมอกควันข้ามพรมแดน พร้อมทั้งแสดงความพร้อมในการเป็นประธานร่วมเพื่อจัดการประชุมผู้นำ MLC ครั้งที่ 5 ที่กำหนดจะจัดขึ้นนี้ในช่วงปลายปี ที่เมืองกุ้ยหลิน สาธารณรัฐประชาชนจีน
- นอกจากนี้ ในวันที่ 3 พฤศจิกายน 2569 ระหว่างที่รองนายกรัฐมนตรีฯ อยู่ที่กรุงปักกิ่ง จะเข้าร่วมการประชุมรัฐมนตรี APEC ซึ่งจะจัดขึ้นในรูปแบบออนไลน์ด้วย
รับชมได้ที่ https://fb.watch/KyVWL9-GV2/
Ministry of Foreign Affairs
วันทำการ : จันทร์ - ศุกร์ เวลา 08.30 - 16.30 น.
(ยกเว้นวันหยุดนักขัตฤกษ์)
งานรับ-ส่งหนังสือ และงานสารบรรณ:
อีเมล [email protected]
เว็บไซต์นี้ได้รับการออกแบบเพื่ออำนวยความสะดวกให้ทุกคนเข้าถึงเว็บไซต์ได้และมีมาตรฐาน WCAG 2.0 ระดับ AA
** เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุดควรใช้ Chrome เวอร์ชั่น 76 ขึ้นไป **
Ministry of Foreign Affairs Sri Ayudhya Road, Bangkok 10400 Thailand Tel. 0-2203-5000 Thailand.